การได้คำสั่งซื้อขนาดใหญ่เป็นข่าวดีสำหรับธุรกิจ แต่กลับเป็นช่วงที่ธุรกิจอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องมากที่สุด เพราะต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ เงินมัดจำ และค่าแรงทันที ขณะที่ต้องรอรับชำระเงินจากลูกค้าอีก 30–90 วันต่อมา บทความนี้ให้วิธีคำนวณที่ชัดเจน เมื่ออ่านจบคุณจะประมาณได้ว่าคำสั่งซื้อใหม่ต้องใช้เงินสดจำนวนเท่าใด และช่วงเวลาใดที่ช่องว่างเงินสดกว้างที่สุด ด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและการวางแผนกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบ

ทำไมยิ่งรับงานมาก กระแสเงินสดยิ่งตึง

ทุกคำสั่งซื้อใหม่ทำให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นก่อนได้รับรายได้ และยิ่งคำสั่งซื้อมีขนาดใหญ่เท่าไร ช่องว่างที่ธุรกิจต้องแบกรับเองก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น

เงินทุนหมุนเวียน คือ เงินที่ธุรกิจใช้หมุนในการดำเนินงานประจำวัน ซึ่งเราอธิบายรายละเอียดไว้แล้วในบทความเงินทุนหมุนเวียนคืออะไร

สาเหตุของช่องว่างนี้อธิบายได้ด้วยวงจรเงินสด คือจำนวนวันที่เก็บสินค้าคงคลัง บวกจำนวนวันที่รอรับชำระเงินจากลูกค้า ลบจำนวนวันที่ได้รับเครดิตจากซัพพลายเออร์ ยิ่งผลลัพธ์เป็นบวกมาก ยิ่งแปลว่าธุรกิจต้องใช้เงินของตนเองรองรับค่าใช้จ่ายยาวนานขึ้นก่อนที่เงินสดจะกลับคืนมา (อ่านเพิ่มเติมที่บทความความท้าทายด้านกระแสเงินสดของ SME)

ประเด็นนี้ชัดเจนเป็นพิเศษใน SME ภาคธุรกิจสีเขียวที่กำลังเปลี่ยนจากการลงทุนไปสู่การได้รับคำสั่งซื้อจริง ซึ่งต้องเผชิญช่องว่างในลักษณะเดียวกัน

ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ: คำสั่งซื้อมูลค่า 1,000,000 บาท เครดิตเทอม 60 วัน

วัน สิ่งที่เกิดขึ้น เงินออก (บาท) เงินเข้า (บาท) สถานะเงินสดเทียบกับวันเริ่มต้น
0 ลงนามรับคำสั่งซื้อ / ได้รับใบสั่งซื้อ 0 0 0
1–10 ชำระเงินมัดจำค่าวัตถุดิบให้ซัพพลายเออร์ 300,000 0 −300,000
10–40 ดำเนินการผลิตหรือติดตั้ง พร้อมชำระค่าแรงและยอดคงเหลือให้ซัพพลายเออร์ 400,000 0 −700,000
45 ส่งมอบงานให้ลูกค้า และวางบิลเรียกเก็บเงิน 0 0 −700,000
105 ลูกค้าชำระเงินหลังครบกำหนดเครดิตเทอม 60 วัน 0 1,000,000 +300,000

ตามตัวอย่างนี้ ธุรกิจต้องใช้เงินของตนเองรองรับค่าใช้จ่ายราว 700,000 บาท เป็นเวลาประมาณ 100 วัน และหากรับคำสั่งซื้อลักษณะเดียวกันพร้อมกันสองรายการ ช่องว่างที่ต้องรองรับก็เพิ่มขึ้นเป็น 1,400,000 บาท

คำนวณเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ต่อออเดอร์ใน 4 ขั้นตอน

สิ่งที่ต้องหาคือจุดที่เงินสดติดลบมากที่สุด ไม่ใช่มูลค่ารวมของคำสั่งซื้อ เพราะนั่นคือจำนวนเงินที่ธุรกิจต้องมีสำรองไว้จริง

1. ลิสต์ต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อน และวันที่ต้องจ่าย

ไล่รายการให้ครบทั้งค่าวัตถุดิบ เงินมัดจำ ค่าแรงและค่าจ้างผู้รับเหมาช่วง ค่าเช่าอุปกรณ์ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต รวมถึงหลักประกันสัญญา โดยระบุวันที่ต้องชำระของแต่ละรายการให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงยอดรวม

2. ระบุเงื่อนไขการรับเงินจากลูกค้า

ตรวจว่ามีเงินมัดจำหรือไม่ แบ่งชำระตามงวดงานอย่างไร และเครดิตเทอมเริ่มนับหลังวางบิลหรือหลังส่งมอบ จากนั้นให้ระบุวันที่คาดว่าจะได้รับเงินจริงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงวันครบกำหนดตามสัญญา

3. หาจุดที่เงินสดติดลบมากที่สุด

นำตัวเลขทั้งสองชุดมาคำนวณยอดเงินสดคงเหลือสะสมในแต่ละสัปดาห์เหมือนตารางด้านบน ยอดติดลบสูงสุดที่ได้คือจำนวนเงินทุนหมุนเวียนที่คำสั่งซื้อนั้นต้องใช้ และจำนวนวันที่ติดลบคือระยะเวลาที่ต้องแบกรับ

4. เผื่อเงินสำรองและเช็กออเดอร์ที่ซ้อนกัน

เพิ่มเงินสำรองสำหรับกรณีงานล่าช้าหรือลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่คาด โดยประเมินจากประสบการณ์ของธุรกิจคุณเอง จากนั้นนำช่องว่างของทุกคำสั่งซื้อที่ดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกันมารวมกัน เพราะเงินก้อนเดียวใช้รองรับหลายงานพร้อมกันไม่ได้

หากคำนวณแล้วพบว่าเงินสดที่มีไม่พอรองรับช่องว่างนี้ ลองดูแนวทางของสินเชื่อระยะสั้น (Business Term Loan) ก่อนตัดสินใจรับงาน

5 วิธีการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและกระแสเงินสดก่อนรับงานใหญ่

เมื่อรู้ตัวเลขช่องว่างแล้ว ขั้นต่อไปคือการจัดการให้ช่องว่างนั้นแคบลงและคาดการณ์ได้

1. ทำประมาณการกระแสเงินสดล่วงหน้า 13 สัปดาห์

จัดทำตารางเงินเข้าและเงินออกแยกเป็นรายสัปดาห์ แล้วอัปเดตทุกสัปดาห์ พร้อมทำเครื่องหมายสัปดาห์ที่มียอดเงินคงเหลือต่ำที่สุดไว้เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

2. เจรจาเงื่อนไขการชำระเงินกับลูกค้าและซัพพลายเออร์

ขอเงินมัดจำ แบ่งเก็บเงินตามงวดงาน และเจรจาขยายระยะเวลาชำระเงินกับซัพพลายเออร์ รวมถึงตรวจสอบว่าเครดิตเทอม 60 วันที่ลูกค้ากำหนดสอดคล้องกับแนวทางที่มีอยู่หรือไม่

3. คุมสต็อกและต้นทุนโครงการให้แม่นยำ

สั่งซื้อวัตถุดิบตามคำสั่งซื้อที่ได้รับแล้วเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เงินจมอยู่ในสต็อก และติดตามต้นทุนแยกตามแต่ละงาน เพื่อให้รู้ทันทีว่างานใดกำลังใช้เงินเกินที่ประเมินไว้

4. แยกการลงทุนระยะยาวออกจากเงินหมุนเวียน

อย่านำเงินที่กันไว้สำหรับจ่ายค่าแรงและค่าวัตถุดิบไปใช้ซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ เพราะเป็นเงินคนละก้อนที่มีรอบการคืนทุนต่างกันโดยสิ้นเชิง

5. วางแผนแหล่งเงินทุนให้ก่อนเซ็นรับงาน

จัดเตรียมแหล่งเงินทุนตั้งแต่ขั้นตอนเจรจาคำสั่งซื้อ ไม่ใช่รอจนเงินสดขาดมือ เพราะการขอสินเชื่อต้องใช้เวลาพิจารณา

สำหรับสัญญาณที่บอกว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง เราได้รวบรวมไว้แล้วในบทความ 8 สัญญาณเตือนปัญหาสภาพคล่อง

สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแบบไหนเหมาะกับจังหวะเงินขาดของคุณ

หลักการเลือกคือดูว่าช่องว่างเงินทุนเกิดขึ้นตรงไหนของวงจรคำสั่งซื้อ ได้แก่ ก่อนซื้อวัตถุดิบ ระหว่างส่งมอบงาน หรือหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เพราะแต่ละจังหวะเหมาะกับเครื่องมือทางการเงินคนละประเภท

สถานการณ์ของคุณ ประเภทเงินทุน ผลิตภัณฑ์
ต้องการเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปเพื่อรับงานหรือขยายกิจการ สินเชื่อธุรกิจระยะสั้น สินเชื่อเพื่อธุรกิจระยะสั้น (Business Term Loan)
ได้ใบสั่งซื้อแล้ว ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบหรือซัพพลายเออร์ สินเชื่อตามใบสั่งซื้อ สินเชื่อใบสั่งซื้อ (PO Financing)
ส่งมอบงานและวางบิลแล้ว รอลูกค้าจ่าย สินเชื่อตามใบแจ้งหนี้ สินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้การค้า (Invoice Financing)
มีสัญญากับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทใหญ่ จ่ายตามงวดงาน สินเชื่อตามสัญญาโครงการ สินเชื่อธุรกิจโครงการ (Project Financing)

Funding Societies เป็นแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลสำหรับ SME ที่ให้บริการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนทั้งสี่ประเภทข้างต้น โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ เช่น รูปแบบรายได้ สัญญาหรือคำสั่งซื้อที่มีอยู่ และรอบการรับชำระเงิน

สรุปและขั้นตอนถัดไป

การบริหารเงินทุนหมุนเวียนเริ่มจากการรู้ตัวเลขก่อน ให้ลิสต์ต้นทุนที่ต้องจ่ายก่อนพร้อมวันที่ ระบุเงื่อนไขการรับเงินจากลูกค้า หาจุดที่เงินสดติดลบมากที่สุด แล้วเผื่อเงินสำรองและรวมออเดอร์ที่ซ้อนกัน เมื่อได้ตัวเลขช่องว่างที่แท้จริงแล้ว การเลือกแหล่งเงินทุนให้ตรงจังหวะจะง่ายขึ้นมาก


คำถามที่พบบ่อย

รับออเดอร์ 1 ล้านบาท ต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเท่าไร

คำตอบขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ต้องจ่ายต้นทุนและเงื่อนไขการรับชำระเงิน ไม่ใช่มูลค่าคำสั่งซื้อเพียงอย่างเดียว ให้ใช้วิธีคำนวณ 4 ขั้นตอนและตารางด้านบนประเมินตัวเลขของธุรกิจคุณเอง

ทำไมธุรกิจมีกำไรแต่เงินไม่พอจ่าย

เพราะรายได้บันทึกเมื่อออกใบแจ้งหนี้ แต่เงินสดเข้ามาภายหลัง ขณะที่ต้นทุนต้องจ่ายล่วงหน้า ธุรกิจที่มีกำไรจึงอาจมีเงินสดไม่พอหมุนในบางช่วงเวลาได้

เงินทุนหมุนเวียนกับกระแสเงินสดต่างกันอย่างไร

เงินทุนหมุนเวียนคือภาพรวมของทรัพยากรระยะสั้นที่ธุรกิจมีอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนกระแสเงินสดคือการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกตลอดช่วงเวลาหนึ่ง

ควรหาเงินทุนก่อนหรือหลังเซ็นรับงาน

ควรเริ่มก่อนหรืออย่างน้อยดำเนินการควบคู่กันไป เพราะการพิจารณาสินเชื่อต้องใช้เวลา และการเตรียมล่วงหน้าทำให้มีเงินพร้อมจ่ายตั้งแต่เริ่มงาน

สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันไหม

ขึ้นอยู่กับผู้ให้สินเชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ บางผลิตภัณฑ์อาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนยื่นสมัคร


เริ่มต้นที่นี่

ประเมินความต้องการเงินทุนหมุนเวียนของคุณกับทีม Funding Societies

หมายเหตุ: การให้สินเชื่อขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สมัครและผลการพิจารณาของบริษัทฯ เงื่อนไข วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ สินเชื่อให้บริการโดยบริษัท เอฟเอส แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแก่ SME โดยอิสระ ไม่ใช่โครงการหรือหน่วยงานของภาครัฐ