ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีคือจังหวะที่ออเดอร์เข้ามาหนาแน่นที่สุด แต่ก็เป็นจังหวะที่เงินสดตึงที่สุดเช่นกัน คุณจ่ายค่าวัตถุดิบและค่าแรงไปแล้ว ส่งของแล้ว วางบิลแล้ว จากนั้นก็ต้องนั่งรอ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่ช่องว่างเวลาระหว่างวันที่คุณวางบิลกับวันที่เงินเข้าบัญชี และข่าวดีคือช่องว่างกระแสเงินสดตรงนี้เป็นสิ่งที่หาเงินทุนมาปิดได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแบกเอง บทความนี้จะพาดูตั้งแต่พื้นฐานการวางบิล แนวทางเครดิตเทอมที่มีอยู่ในไทย ไปจนถึงวิธีใช้ Invoice Financing ปิดช่องว่างนั้น

วางบิลคืออะไร: พื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจ SME ควรรู้

สรุปสั้นที่สุดคือ ใบแจ้งหนี้คือเอกสารที่ระบุว่าลูกค้าเป็นหนี้คุณเท่าไร ส่วนการวางบิลคือขั้นตอนที่คุณนำเอกสารชุดนั้นไปยื่นกับฝ่ายบัญชีของลูกค้าตามรอบที่เขากำหนด เพื่อเข้าคิวรอจ่ายเงิน

ความต่างตรงนี้สำคัญ เพราะวันที่ออกใบแจ้งหนี้กับวันที่เริ่มนับเครดิตเทอมมักไม่ใช่วันเดียวกัน ถ้าคุณส่งของวันที่ 3 แต่รอบวางบิลของลูกค้าคือวันที่ 25 นาฬิกาจะยังไม่เริ่มเดินจนกว่าจะถึงวันนั้น รายละเอียดเชิงเอกสารและข้อกำหนดทางบัญชีทั้งหมด มีอธิบายไว้แล้วในบทความคู่มือใบแจ้งหนี้และใบวางบิลบนบล็อกของเรา

ทำไมลูกค้ารายใหญ่ถึงขอเครดิตเทอม 60-90 วัน

เครดิตเทอม คือจำนวนวันที่ผู้ซื้อมีสิทธิถือเงินไว้ก่อนจ่าย นับจากวันที่คุณวางบิล เหตุผลที่องค์กรใหญ่ตั้งไว้ยาวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องโครงสร้าง

บริษัทขนาดใหญ่มีซัพพลายเออร์หลายร้อยราย จึงต้องล็อกรอบจ่ายเงินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ แล้วยังมีสายอนุมัติภายในอีกหลายชั้น ตั้งแต่ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายตรวจรับ ไปจนถึงฝ่ายการเงิน ยิ่งองค์กรใหญ่ ยิ่งใช้เวลานาน และยิ่งต่อรองรายกรณีได้ยาก

แต่ กขค. มีแนวทางกำกับเครดิตเทอมสำหรับ SME อยู่แล้ว

ประเด็นที่ SME จำนวนมากยังไม่รู้คือ ถ้าคุณเป็น SME และขายสินค้าหรือบริการให้ธุรกิจรายใหญ่ เครดิตเทอม 60-90 วันอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งคุณหยิบมาใช้เป็นเหตุผลในการเจรจาได้

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ออกประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า กรณี SMEs เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2564 โดยวางกรอบไว้ที่ไม่เกิน 45 วันสำหรับสินค้าหรือบริการทั่วไป และไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เว้นแต่มีการตกลงระยะเวลาที่น้อยกว่าอยู่ก่อนแล้ว หรือมีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ SME ต้องแสดงเอกสารหลักฐานจำนวนการจ้างงานหรือรายได้เพื่อยืนยันสถานะของตน

ประกาศนี้เป็นแนวทางที่ กขค. ใช้พิจารณา ไม่ใช่เพดานที่ห้ามตกลงเกินโดยเด็ดขาด แต่หากพฤติกรรมของผู้ซื้อเข้าข่ายไม่เป็นธรรม ก็อาจเป็นความผิดตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ซึ่งมีโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด สิ่งที่ควรทำจึงมีสองชั้น ชั้นแรกคือตรวจสัญญาแล้วใช้แนวทางนี้เป็นฐานเจรจา ชั้นที่สองคือยอมรับว่าแม้ได้ 45 วัน ช่องว่างกระแสเงินสดก็ยังมีอยู่และยังต้องบริหารอยู่ดี

แสดงช่องว่างกระแสเงินสดด้วยไทม์ไลน์

วิธีที่เห็นภาพชัดที่สุดคือวางเส้นเวลาออกมา แล้วดูว่าเงินออกกับเงินเข้าห่างกันกี่วัน

วัน เหตุการณ์ สถานะเงินสด
วันที่ 0 ยืนยันออเดอร์ จ่ายค่าวัตถุดิบและค่าแรง เงินออก
วันที่ 5-10 ส่งมอบสินค้าหรือบริการ และวางบิลกับลูกค้า เงินยังออกอยู่ ยังไม่มีเงินเข้า
วันที่ 10-70 (เครดิตเทอม 60 วัน) ลูกค้าดำเนินการตามรอบจ่ายภายในของเขา ช่องว่างกระแสเงินสด — ช่วงที่บทความนี้พูดถึง
วันที่ 70 เป็นต้นไป ลูกค้าจ่ายเงิน เงินเข้าบัญชี เงินเข้า ช่องว่างปิด

ประเด็นที่ต้องพูดตรง ๆ คือ ตลอด 60 วันนั้น คุณกำลังออกเงินให้ลูกค้าใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ย และต้นทุนที่ตามมาไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่คือออเดอร์ถัดไปที่คุณรับไม่ได้เพราะเงินสดหมด ซึ่งใน High Season คือต้นทุนที่แพงที่สุด

ถ้าอยากรู้ว่าใบแจ้งหนี้ที่คุณถืออยู่เข้าเกณฑ์ขอเงินทุนได้หรือไม่ ตรวจสอบเบื้องต้นได้ที่หน้าสินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้การค้า

Invoice Financing: สะพานเชื่อมช่องว่างสภาพคล่อง

Invoice Financing คือการเปลี่ยนใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยไม่ต้องรอจนครบเครดิตเทอมของลูกค้า

ข้อมูลบนหน้าผลิตภัณฑ์ของ Funding Societies ระบุว่า สินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้การค้าให้วงเงินสูงสุด 30,000,000 บาท รับเงินล่วงหน้าได้สูงสุด 80% ของมูลค่าใบแจ้งหนี้ ขอพร้อมกันได้หลายใบ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จุดที่ต่างจากสินเชื่อทั่วไปคือสิ่งที่ถูกประเมินไม่ใช่ทรัพย์สินของคุณ แต่คือคุณภาพของใบแจ้งหนี้และความน่าเชื่อถือของลูกหนี้

ข้อดีอีกอย่างของ Invoice Financing คือคุณเลือกได้ว่าจะใช้กับใบไหน ไม่ต้องยกทั้งพอร์ตลูกหนี้มาผูกไว้ ใบที่เครดิตเทอมยาวและกระทบสภาพคล่องมากที่สุด ก็หยิบมาขอก่อนได้ ส่วนใบที่ใกล้ครบกำหนดอยู่แล้วก็ปล่อยให้เดินตามรอบปกติ

ตัวอย่างการคำนวณ (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ)

ข้อมูลตั้งต้น ตัวเลขตัวอย่าง
มูลค่าใบแจ้งหนี้ที่วางบิลกับลูกค้าองค์กร 1,000,000 บาท
เครดิตเทอมที่ลูกค้าระบุ 60 วัน
เงินล่วงหน้าจาก Invoice Financing (สูงสุด 80%) สูงสุด 800,000 บาท เป็นยอดหลังหักค่าธรรมเนียมแล้ว รับได้หลังวางบิล
ส่วนที่เหลือ ได้รับคืนหลังหักดอกเบี้ยที่คำนวณตามระยะเวลาที่ใช้เงินจริง เมื่อลูกค้าชำระเงินในวันที่ 60 เป็นต้นไป

ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างประกอบคำอธิบาย ไม่ใช่ข้อเสนอหรือการรับประกันวงเงิน อัตราเงินล่วงหน้า ค่าธรรมเนียม และอัตราดอกเบี้ยจริงขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นรายกรณี ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ใช้จริงคือ ถ้าลูกค้าชำระเร็วกว่ากำหนด ต้นทุนของคุณก็ลดลงตาม

สิ่งที่เปลี่ยนไปในตัวอย่างนี้ไม่ใช่ยอดเงินรวมที่คุณได้รับ แต่คือจังหวะที่ได้รับ แทนที่จะรอ 60 วันแล้วค่อยรับออเดอร์ถัดไป คุณมีเงินหมุนกลับเข้าธุรกิจตั้งแต่ต้นเดือน ซึ่งแปลว่าออเดอร์อีกหนึ่งรอบที่รับได้ทันในฤดูขายเดียวกัน

สรุปและขั้นตอนถัดไป

ลำดับที่ควรทำมีสี่ขั้น หนึ่ง เข้าใจว่าการวางบิลคือจุดเริ่มนับเวลา ไม่ใช่จุดที่ได้เงิน สอง ตรวจว่าเครดิตเทอมในสัญญาสอดคล้องกับแนวทางของ กขค. หรือไม่ สาม วางไทม์ไลน์ให้เห็นว่าช่องว่างกระแสเงินสดกว้างกี่วัน และสี่ เลือกเครื่องมือให้ตรงจังหวะ

ถ้าวางบิลไปแล้วและกำลังรอลูกค้าจ่าย Invoice Financing คือตัวที่ตรงกับสถานการณ์นี้ที่สุด เพราะใช้ใบแจ้งหนี้ที่คุณมีอยู่แล้วเป็นตัวตั้ง ไม่ต้องหาหลักทรัพย์มาเพิ่ม และถ้าอยากวางระบบกระแสเงินสดทั้งภาพก่อนเข้าฤดูขาย อ่านต่อได้ที่บทความเรื่องการบริหารกระแสเงินสดของ SME บนบล็อกของเรา ส่วนกรณีที่ลูกค้าชำระช้ากว่านี้มาก มีบทความเรื่องสินเชื่อแฟคตอริ่งอธิบายไว้ต่างหาก


คำถามที่พบบ่อย

เครดิตเทอมคืออะไร

คือจำนวนวันที่ผู้ซื้อมีสิทธิถือเงินไว้ก่อนชำระ นับจากวันที่ตกลงกันไว้ในสัญญา ลูกค้าองค์กรมักกำหนดไว้ที่ 30 60 หรือ 90 วัน แต่ในกรณีที่ SME เป็นผู้ขายให้ธุรกิจรายใหญ่ ประกาศของ กขค. วางกรอบไว้ที่ไม่เกิน 45 วันสำหรับสินค้าและบริการทั่วไป และไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร ซึ่งใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าพฤติกรรมของผู้ซื้อเป็นธรรมหรือไม่

วางบิลกับใบแจ้งหนี้ต่างกันอย่างไร

ใบแจ้งหนี้คือตัวเอกสาร ส่วนการวางบิลคือขั้นตอนนำเอกสารไปยื่นตามรอบของลูกค้า รายละเอียดเชิงเอกสารและข้อกำหนดทั้งหมด อ่านได้ที่บทความคู่มือใบแจ้งหนี้และใบวางบิลบนบล็อกของเรา

Invoice Financing ได้เงินเร็วแค่ไหนหลังวางบิล

โดยทั่วไปนับเป็นวันไม่ใช่สัปดาห์ หากเอกสารครบถ้วน แต่ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับความครบของเอกสารและการพิจารณาเป็นรายกรณี แนะนำให้ตรวจกรอบเวลาล่าสุดที่หน้าผลิตภัณฑ์ก่อนยื่น

ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันไหมถึงจะขอ Invoice Financing ได้

ไม่ต้อง หน้าผลิตภัณฑ์ระบุชัดว่าไม่ต้องมีหลักประกัน สิ่งที่ถูกประเมินแทนคือมูลค่าและคุณภาพของใบแจ้งหนี้ ความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ และประวัติการทำธุรกรรมของธุรกิจคุณ

ใบแจ้งหนี้แบบไหนที่ใช้ขอ Invoice Financing ได้

ต้องเป็นใบแจ้งหนี้ที่คุณส่งมอบสินค้าหรือบริการเรียบร้อยและวางบิลกับลูกค้าแล้ว โดยยังอยู่ระหว่างรอชำระตามเครดิตเทอม ลูกค้าที่เป็นองค์กรหรือบริษัทจะพิจารณาได้ง่ายกว่า เพราะตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ชัดเจน ส่วนใบที่เลยกำหนดชำระไปนานแล้วหรือมีข้อพิพาทกับลูกค้าอยู่ มักใช้ไม่ได้


เริ่มต้นที่นี่

ถ้าคุณกำลังถือใบแจ้งหนี้ที่รอชำระอยู่ และไม่อยากให้ช่องว่าง 60 วันมาปิดโอกาสรับออเดอร์ถัดไป ดูรายละเอียดสินเชื่อหมุนเวียนจากลูกหนี้การค้าและสมัครออนไลน์ได้ที่นี่

หมายเหตุ: การให้สินเชื่อขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้สมัคร รวมถึงการพิจารณาใบแจ้งหนี้และลูกหนี้การค้าโดย FS Thailand เงื่อนไข อัตราเงินล่วงหน้า และค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันในแต่ละราย ผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้บริการโดยบริษัท เอฟเอส แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแก่ SME โดยอิสระ ไม่ใช่โครงการหรือหน่วยงานของภาครัฐ