7 ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ จะได้ไม่โดนภาษีย้อนหลัง

นอกจากการบริหารธุรกิจให้มีผลประกอบการที่ดีแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรับรู้และปฏิบัติตามคือ กฎหมายและข้อกำหนดทางภาษีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีทางตรงหรือภาษีทางอ้อม เนื่องจากถ้าผู้ประกอบการละเลยหรือไม่ทำตามข้อกำหนดเหล่านี้ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านกฎหมาย โดนเก็บภาษีย้อนหลัง หรือค่าปรับที่ไม่คาดคิด ดังนั้น การเข้าใจและดำเนินการให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจะพาผู้ประกอบการ SME ไปรู้จักกับภาษีสำคัญที่ต้องชำระ พร้อมคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับภาษีแต่ละประเภท

ตัวอย่างสถานการณ์ภาษีที่ SME ในไทยมักเจอ

สำหรับผู้ประกอบการ SME ในประเทศไทย การทำความเข้าใจเรื่อง ภาษีธุรกิจ และ ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะภาษีแต่ละประเภทมีหน้าที่และช่วงเวลาการยื่นที่แตกต่างกันออกไป หลายธุรกิจอาจรู้จักชื่อภาษีอยู่แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตัวเองต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และต้องเริ่มเมื่อไร

ตัวอย่างสถานการณ์ภาษีที่ผู้ประกอบการมักพบได้บ่อย เช่น

  • ธุรกิจขายของออนไลน์ที่รายได้เติบโตต่อเนื่อง และเริ่มเข้าใกล้เกณฑ์ จด VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • บริษัทที่มีการจ้างฟรีแลนซ์ เอเจนซี หรือผู้ให้บริการภายนอก และอาจมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย
  • ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและจดทะเบียนบริษัทแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจเรื่อง การยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล และ ภาษี SME ประเภทอื่น ๆ

การเข้าใจ ภาษีในประเทศไทยสำหรับ SME ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ธุรกิจวางแผนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการยื่นภาษีไม่ครบ ยื่นล่าช้า หรือมีภาระภาษีย้อนหลังโดยไม่ตั้งใจ

1. ภาษีเงินได้

ภาษีที่ทุกคนที่มีรายได้จะต้องจ่ายแน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือคนธรรมดา ก็คือ ภาษีเงินได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามการดำเนินงานของกิจการหรือร้านค้า ดังนี้ 

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมาย มีลักษณะคล้ายกับภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา แต่ต้องยื่นภาษี 2 ครั้งต่อปี โดยมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ดังนี้ 

  • SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท ภายในรอบระยะเวลาบัญชี 
    • กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
    • กำไรสุทธิ 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษี 15% 
    • กำไรสุทธิมากกว่า 3,000,000 บาท เสียภาษี 20% 
  • นิติบุคคลทั่วไป เสียภาษีเงินได้ในอัตรา 20%

ตัวอย่างการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME

หากธุรกิจของคุณจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท การทำความเข้าใจเรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการบริหาร ภาษีธุรกิจ ในประเทศไทย เพราะภาษีประเภทนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผลกำไรของกิจการ และเป็นภาษีที่บริษัทส่วนใหญ่ต้องยื่นตามรอบระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทมีรอบบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ธุรกิจก็จะต้องมีการยื่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามรอบที่เกี่ยวข้อง ทั้งในช่วงระหว่างปีและเมื่อสิ้นรอบบัญชี เพื่อให้การคำนวณภาษีสอดคล้องกับผลประกอบการจริง

ยกตัวอย่าง หากบริษัทมีกำไรสุทธิ 800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการก็ควรตรวจสอบว่าอัตรา ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME ที่เกี่ยวข้องอยู่ในช่วงใด เพื่อประเมินภาระภาษีได้อย่างเหมาะสม การรู้โครงสร้างภาษีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ธุรกิจวางแผนกระแสเงินสด การทำบัญชี และการยื่นภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับผู้ประกอบการที่ทำงานหรือรับเงินในลักษณะของบุคคลธรรมดา แม้ว่าจะยื่นภาษีนิติบุคคลไปแล้ว ก็ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร่วมได้ หากว่ามีรายได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยจ่ายเป็นลักษณะขั้นบันไดอยู่ที่ 5%-35% ขึ้นอยู่กับฐานภาษีในปีดังกล่าว 

Thailand VAT Calculator

Estimate VAT from an entered amount using the currently approved VAT settings stored in this plugin.

Figures based on the latest approved values stored in this plugin.
This calculator is for general informational purposes only and should not be treated as tax advice. Please confirm your VAT position with a qualified adviser or the Thailand Revenue Department.

2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่หลายคนเรียกว่า VAT เป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จัดเก็บจากการขายสินค้าหรือบริการ โดยทั่วไปอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยอยู่ที่ 7% ของราคาสินค้าหรือบริการ อย่างไรก็ตาม หาก SME มีรายได้น้อยกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่หากว่าประเมินแล้วมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเอาไว้ ก็จะช่วยป้องกันค่าปรับ หรือการตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ 

กรณีตัวอย่าง: เมื่อธุรกิจ SME ควรเริ่มวางแผนจด VAT

หนึ่งในเรื่องสำคัญของ ภาษี SME ในประเทศไทย คือการติดตามว่าเมื่อไรธุรกิจควรเริ่มวางแผนเรื่อง VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะเมื่อรายได้เติบโตถึงเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ประกอบการอาจมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างถูกต้อง

สมมติว่าธุรกิจขายสินค้าออนไลน์มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 160,000 บาทต่อเดือน หากรายได้เติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ธุรกิจนั้นอาจมีรายได้รวมเกินเกณฑ์ จด VAT ได้ ในกรณีนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรรอจนรายได้เกินเกณฑ์แล้วค่อยเริ่มวางแผนเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ควรติดตามยอดขายอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

การเตรียมตัวเรื่อง VAT ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจจัดการเอกสารบัญชี ภาษีขาย ภาษีซื้อ และการออกใบกำกับภาษีได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังขยายธุรกิจ

หากจดภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ทัน อาจมีความเสี่ยงอะไรบ้าง

หากธุรกิจเข้าข่ายต้องจดทะเบียน VAT หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง อาจเกิดความเสี่ยงตามมาได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการต้องตรวจสอบเอกสารย้อนหลัง การมีภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม หรือการมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกรณี

สำหรับผู้ประกอบการ SME เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของ ภาษีธุรกิจ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อรายได้เติบโตเร็ว ธุรกิจอาจเข้าใกล้เกณฑ์โดยไม่ทันสังเกต การติดตามยอดขายและวางแผนเรื่อง การจด VAT ตั้งแต่ต้น จึงช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภาษีย้อนหลัง และช่วยให้การดำเนินธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

อีกภาษีหนึ่งที่ผู้ประกอบการ SME จะต้องรู้จักก็คือ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยเป็นภาษีที่ SME ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินหักภาษีจากผู้ที่ได้รับเงิน และนำส่งกรมสรรพากร โดยจะต้องเป็นยอดชำระอยู่ที่ 1,000 บาทขึ้นไป มีอัตราการจ่ายภาษี ดังต่อไปนี้ 

  • ค่าจ้างทำงาน รับเหมา ทำของ หรืองานบริการในรูปแบบของการจ้างงาน โดยที่ผู้ถูกจ้างใช้อุปกรณ์ของตัวเอง จะมีอัตราภาษีอยู่ที่ 3%
  • ค่าโฆษณา อย่างเช่น การจ้างงานผ่านเอเจนซี การโฆษณาแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักผ่านช่องทางต่าง ๆ มีอัตราภาษีอยู่ที่ 2% 
  • ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ หรือโกดังสินค้า อัตราภาษีอยู่ที่ 5% 

ตัวอย่างธุรกรรมที่อาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

ในบรรดา ประเภทภาษีที่ SME ต้องรู้ เรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นหัวข้อที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมักสับสน เพราะเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินให้บุคคลหรือผู้ให้บริการในหลายรูปแบบ และเป็นส่วนสำคัญของการจัดการ ภาษีธุรกิจ ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างธุรกรรมที่พบบ่อยและอาจเกี่ยวข้องกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ได้แก่

  • การจ้างฟรีแลนซ์ หรือผู้รับจ้างทำงานเฉพาะด้าน
  • การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าบริการให้เอเจนซี
  • การจ่ายค่าเช่าสำนักงาน คลังสินค้า หรือพื้นที่ประกอบธุรกิจ
  • การจ่ายค่าบริการวิชาชีพ หรือค่าดำเนินการบางประเภท

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจควรตรวจสอบทุกครั้งว่ารายการจ่ายนั้นเข้าข่ายต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่ เพื่อให้การนำส่งภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง และช่วยให้เอกสารบัญชีของธุรกิจครบถ้วนมากขึ้น

หากหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง จะเกิดอะไรขึ้น

หากธุรกิจมีหน้าที่ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ดำเนินการไม่ถูกต้อง หรือไม่นำส่งภาษีตามที่ควร อาจทำให้เกิดปัญหาด้านเอกสารบัญชี และเพิ่มความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบภายหลังได้

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่มีการจ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าจ้างเป็นประจำ การทำความเข้าใจเรื่อง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากจัดการไม่ถูกต้อง อาจต้องกลับมาแก้ไขเอกสาร ยื่นข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มจากข้อผิดพลาดเดิม การรู้จัก ภาษีในประเทศไทย โดยเฉพาะภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประจำวัน จะช่วยให้ธุรกิจลดความเสี่ยงและบริหารงานได้เป็นระบบมากขึ้น

4. ภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีบำรุงท้องที่ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเจ้าของที่ดิน โดยคิดตามขนาดและพื้นที่ของที่ดิน ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของที่ดินสำหรับทำธุรกิจจะต้องชำระภาษีนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล)

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่เป็นเจ้าของที่ดิน หรือใช้ประโยชน์ที่ดินนำมาประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนำมาสร้างเป็นอาคารสำนักงาน หรือโรงงาน จะต้องตรวจสอบและจ่ายภาษีเป็นประจำทุกปี เพื่อไม่ให้โดนปรับหรือถูกเรียกเก็บเพิ่มเติม 

ผู้ประกอบการ SME ถือแฟ้มที่ใส่ไฟล์ภาษีด้านใน

5. ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

  ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นภาษีที่จัดเก็บจากอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น อาคารสำนักงาน ร้านค้า หรือโรงงาน โดยคิดตามมูลค่าการเช่าหรือการใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ 0.01%-3% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้เสียภาษีจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้ทำประโยชน์ในพื้นที่ 

6. ภาษีป้าย

  หากธุรกิจของคุณมีการติดตั้งป้ายโฆษณาหรือแสดงชื่อบริษัท เช่น ป้ายหน้าร้านหรือป้ายโฆษณา คุณจำเป็นต้องชำระภาษีป้ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อัตราภาษีป้ายแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ และมีอัตราการเสียภาษีดังนี้

  • ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน
  • มีข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงได้ อัตราภาษีอยู่ที่ 10 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • นอกเหนือจากด้านบน อัตราภาษี 5 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอังกฤษ หรือปนกับภาพหรือเครื่องหมายอื่น 
  • มีข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงได้ อัตราภาษีอยู่ที่ 52 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • นอกเหนือจากด้านบน อัตราภาษี 26 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย หรือมีอักษรไทยบางส่วนแล้วอยู่ต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
  • มีข้อความเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงได้ อัตราภาษีอยู่ที่ 52 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร
  • นอกเหนือจากด้านบน อัตราภาษี 50 บาทต่อ 500 ตารางเซนติเมตร

7. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเก็บสำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น การให้บริการเงินกู้ ธุรกิจธนาคาร หรือการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากว่ามีการทำธุรกิจในเชิงดังกล่าว แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือสำนักงานบัญชี เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการดำเนินการ เนื่องจากเป็นภาษีที่ค่อนข้างซับซ้อน 

การเข้าใจเรื่องภาษีอย่างรอบด้านย่อมช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารกิจการได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาตามมา ส่วนผู้ประกอบการท่านใดกำลังมองหาแหล่งสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ ต้องที่ Funding Societies เรามีบริการสินเชื่อระยะสั้น สำหรับธุรกิจ SME ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดถึง 12 เดือน และเป็นสินเชื่อ SME ไม่มีหลักทรัพย์ในลักษณะของฟินเทค หรือสินเชื่อดิจิทัลที่สมัครได้ง่าย ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA @fundingsocietiesth

สรุป: ภาษีประเภทไหนที่ SME ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

แม้ว่า ภาษีในประเทศไทย จะมีหลายประเภท แต่สำหรับผู้ประกอบการ SME ภาษีที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น มักได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), และภาษีหัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากเป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในชีวิตประจำวันโดยตรง

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีการจ้างผู้ให้บริการมากขึ้น ภาระด้าน ภาษีธุรกิจ ก็มักซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย การรู้ว่าเมื่อไรต้องยื่นภาษี ต้องเตรียมเอกสารอะไร และจุดไหนที่มีความเสี่ยงหากจัดการไม่ถูกต้อง จะช่วยให้ธุรกิจวางแผนได้รอบคอบมากขึ้น และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง