ภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือ Specific Business Tax คือภาษีที่ใช้กับกิจการบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด โดยเป็นภาษีคนละประเภทกับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT และมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น กิจการธนาคาร ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ประกันชีวิต โรงรับจำนำ ธุรกิจแฟ็กเตอริง การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร และกิจการที่มีลักษณะคล้ายธนาคารพาณิชย์
สำหรับผู้ประกอบการ SME การเข้าใจภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะภาษีประเภทนี้ไม่ได้คำนวณจากกำไรสุทธิ แต่คำนวณจากฐานภาษีของแต่ละประเภทธุรกิจ ซึ่งโดยหลักมักเป็น “รายรับก่อนหักรายจ่าย” และยังมีภาษีท้องถิ่นเพิ่มเติมอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องชำระ
บทความนี้จะสรุปว่าภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร ใครบ้างที่ต้องเสียภาษี อัตราภาษีที่ควรรู้ วิธีคำนวณเบื้องต้น และข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องวางแผนภาษีและเงินทุนของธุรกิจให้รอบคอบ
ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร ?
ภาษีธุรกิจเฉพาะ คือ ภาษีตามประมวลรัษฎากรที่ถูกกำหนดขึ้นแทนภาษีการค้าเดิม และเริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ควบคู่กับการเริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมุ่งเก็บจากผู้ประกอบการในกิจการบางประเภทที่ระบุไว้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยภาษีประเภทนี้มีลักษณะการจัดเก็บแยกต่างหากจากภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงมีรายละเอียดเฉพาะในเรื่องฐานภาษี อัตราภาษี และการยื่นแบบที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ
ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะต้องดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีด้วยแบบคำขอ ภ.ธ.01 ภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มประกอบกิจการ
อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะตามประเภทธุรกิจ
กรมสรรพากรระบุว่า ฐานภาษีธุรกิจเฉพาะโดยหลักคือรายรับก่อนหักรายจ่ายที่ผู้ประกอบกิจการได้รับหรือพึงได้รับจากการประกอบกิจการ และต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะ
| ประเภทธุรกิจ | ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ | อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ | อัตรารวมเมื่อบวกภาษีท้องถิ่น 10% |
| กิจการธนาคาร ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการที่มีลักษณะคล้ายธนาคารพาณิชย์ | ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง | 3.0% | 3.3% |
| กิจการรับประกันชีวิต | ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ | 2.5% | 2.75% |
| กิจการโรงรับจำนำ | ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือรายรับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ | 2.5% | 2.75% |
| การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร | รายรับหรือราคาประเมินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง | 3.0% | 3.3% |
| การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ | รายรับก่อนหักรายจ่าย | 0.1% แต่มีการระบุยกเว้นตามข้อมูลกรมสรรพากร | ยกเว้นตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง |
| การซื้อและขายคืนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต | กำไรก่อนหักรายจ่ายจากการขายคืนหลักทรัพย์ | 3.0% | 3.3% |
| ธุรกิจแฟ็กเตอริง | ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ | 3.0% | 3.3% |
| กิจการตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 469 | ดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรบางประเภท | 0.01% | 0.011% |
หมายเหตุ: อัตราภาษีและเงื่อนไขบางประเภทอาจมีรายละเอียดเฉพาะตามกฎหมายหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบ
ตัวอย่างการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ
ตัวอย่างเช่น หากกิจการมีรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 100,000 บาท และอยู่ในประเภทธุรกิจที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3%
สามารถคำนวณได้ดังนี้:
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวน |
| รายรับที่ใช้เป็นฐานภาษี | 100,000 บาท | 100,000 บาท |
| ภาษีธุรกิจเฉพาะ | 100,000 × 3% | 3,000 บาท |
| ภาษีท้องถิ่น | 3,000 × 10% | 300 บาท |
| ภาษีที่ต้องชำระรวม | 3,000 + 300 | 3,300 บาท |
ดังนั้น หากรายรับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากับ 100,000 บาท และใช้อัตราภาษี 3% ภาษีที่ต้องชำระรวมภาษีท้องถิ่นจะเท่ากับ 3,300 บาท
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
บุคคลหรือหน่วยงานที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ได้แก่
- บุคคลธรรมดา
- คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
- ห้างหุ้นส่วนสามัญ
- องค์กรของรัฐบาลหรือเอกชน รวมถึงกิจการที่ดำเนินงานโดยตัวแทนหรือผู้ที่มีอำนาจในประเทศไทย
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร หากมีกิจการในไทยโดยผ่านตัวแทนหรือผู้รับผิดชอบ ก็ยังคงมีหน้าที่ในการเสียภาษีเช่นเดียวกัน
กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
กฎหมายได้ระบุประเภทของธุรกิจที่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีธุรกิจเฉพาะไว้ ดังต่อไปนี้
- กิจการธนาคารและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืม การค้ำประกัน การซื้อขายตั๋วเงิน การแลกเปลี่ยนเงินตรา
- กิจการรับประกันชีวิต
- โรงรับจำนำ
- การค้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการหากำไร
- การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ (ยกเว้นบางประเภท)
- ธุรกิจแฟกตอริ่ง (การซื้อขายหนี้การค้า)
- การประกอบกิจการตามพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดอัตราภาษีเฉพาะ
การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะจะคำนวณจาก ฐานภาษี ซึ่งหมายถึง รายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ โดยรายรับดังกล่าวครอบคลุมทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและนอกราชอาณาจักร ตัวอย่างฐานภาษีและอัตราภาษีที่สำคัญ ได้แก่
- กิจการธนาคาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง : อัตราภาษี 3%
- กิจการรับประกันชีวิต : อัตราภาษี 2.5%
- โรงรับจำนำ : อัตราภาษี 2.5%
- การค้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการหากำไร : อัตราภาษี 0.1%
- ธุรกิจแฟกตอริ่ง : อัตราภาษี 3%
- กิจการพิเศษอื่น ๆ ตามกฎหมาย : อัตราภาษี 0.01%
นอกจากนั้น ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้
ขั้นตอนการยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะ
1. การจดทะเบียน
ผู้ประกอบการที่เริ่มกิจการและมีหน้าที่เสียภาษีนี้ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน ภ.ธ.01 ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ
2. การยื่นแบบแสดงรายการ
หลังการจดทะเบียน ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยสามารถยื่นผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา หรือทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งการยื่นออนไลน์มีการขยายเวลาถึง 8 วัน
3. การจัดทำเอกสารประกอบ
เอกสารที่ผู้ประกอบการต้องจัดทำและเก็บรักษาประกอบด้วย
- รายงานแสดงรายรับก่อนหักรายจ่าย (จัดทำรายวันและสรุปรายการรายเดือน)
- รายงานแสดงรายรับรายสถานประกอบการ ซึ่งต้องจัดทำภายใน 3 วันทำการ
โดยเอกสารทั้งหมดต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบย้อนหลัง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ
ภาษีธุรกิจเฉพาะคืออะไร?
ภาษีธุรกิจเฉพาะคือภาษีที่ใช้กับกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น กิจการธนาคาร ธุรกิจเงินทุน ประกันชีวิต โรงรับจำนำ ธุรกิจแฟ็กเตอริง และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร
ภาษีธุรกิจเฉพาะคำนวณจากอะไร?
โดยหลักคำนวณจากฐานภาษีของแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น รายรับก่อนหักรายจ่าย ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายจากธุรกรรมบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด
ต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มหรือไม่?
ต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ เช่น หากภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากับ 3,000 บาท ภาษีท้องถิ่นจะเท่ากับ 300 บาท รวมต้องชำระ 3,300 บาท
การขายอสังหาริมทรัพย์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะกี่เปอร์เซ็นต์?
กรมสรรพากรระบุว่า หากเป็นกรณีที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณจากฐานภาษีคูณอัตรา 3% และต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้นอัตรารวมคือ 3.3% สำหรับกรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้น
ภาษีธุรกิจเฉพาะเหมือน VAT หรือไม่?
ไม่เหมือนกัน ภาษีธุรกิจเฉพาะและ VAT เป็นภาษีคนละประเภท โดยภาษีธุรกิจเฉพาะใช้กับกิจการเฉพาะบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด ส่วน VAT ใช้กับการขายสินค้าและให้บริการทั่วไปในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อมูลอ้างอิง





