รู้หรือไม่ ? ใบ PO ใช้ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด
ในการทำธุรกิจยุคปัจจุบัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราดำเนินกิจการด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน จึงจำเป็นต้องมีการใช้เอกสารเป็นหลักฐานมากมาย และใบ PO ก็คือหนึ่งในเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม เพราะมีบทบาทสำคัญในการซื้อขาย อีกทั้งยังใช้เป็นหลักฐานในกรณีที่เกิดข้อพิพาททางกฎหมายได้อีกด้วย
PO (Purchase Order) หรือใบสั่งซื้อ คือเอกสารทางธุรกิจที่ผู้ซื้อออกให้ผู้ขายเพื่อยืนยันรายละเอียดการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการอย่างเป็นทางการ การมี PO ช่วยให้ธุรกิจมีหลักฐานที่ชัดเจน ป้องกันความเข้าใจผิด และบริหารการจัดซื้อได้อย่างโปร่งใสมากขึ้น
PO คืออะไร
PO คือ เอกสารที่ผู้ซื้อออกให้กับผู้ขาย เพื่อสั่งซื้อสินค้าหรือบริการที่ได้ตกลงกันไว้ในเงื่อนไขที่ชัดเจน โดยใบ PO จะมีข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ซื้อ ชื่อผู้ขาย รายละเอียดสินค้าที่ต้องการซื้อ ปริมาณ ราคา และวันที่ต้องการรับสินค้า หรือบริการ ซึ่งใบ PO นี้จะเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกรรมทางการเงินและการติดตามคำสั่งซื้อในภายหลัง
ทำไมธุรกิจต้องใช้ PO
การใช้ PO คือ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมและจัดการกับคำสั่งซื้อได้อย่างมีระเบียบ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทต้องทำการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการในจำนวนมาก หรือมีการชำระเงินล่าช้า การใช้ใบ PO จะช่วยยืนยันข้อตกลงทั้งสองฝ่ายและลดข้อผิดพลาดหรือการขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การตรวจสอบและติดตามคำสั่งซื้อทำได้สะดวกและง่ายดาย
ใบ PO คืออะไร ?
ใบ PO (Purchase Order) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ใบสั่งซื้อ คือเอกสารข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าว่าจะทำการซื้อขายกัน พร้อมระบุรายละเอียดสินค้า บริการ และเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้อย่างครบถ้วน โดยใบ PO จะออกโดยฝ่ายจัดซื้อของบริษัทผู้ซื้อสินค้า เพื่อแจ้งให้ทราบว่าฝ่ายผู้ซื้อต้องการสินค้าหรือบริการอะไรบ้าง รวมทั้งมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ดังนั้น กรณีเกิดปัญหาหรือข้อพิพาทในการซื้อ-ขาย ใบ PO ก็คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้เช่นกัน
องค์ประกอบสำคัญของใบ PO
สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่ต้องระบุไว้ในใบ PO เพื่อให้เอกสารสมบูรณ์และมีผลทางกฎหมายนั้น ได้แก่
- ข้อมูลของบริษัทผู้ซื้อและผู้ขาย ประกอบไปด้วย ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย
- หมายเลขใบ PO เพื่อใช้อ้างอิงและติดตาม โดยจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ออกใบ PO เป็นผู้กำหนด
- รายละเอียดสินค้าหรือบริการที่ชัดเจน เช่น จำนวน รูปแบบ สี ขนาด ประเภท ปริมาณ หรือคุณสมบัติอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า
- ราคาต่อหน่วย ราคารวมแต่ละประเภท และราคาทั้งหมดที่ต้องชำระ
- กำหนดการชำระเงินและวิธีการชำระเงิน เช่น เงินสด บัตรเครดิต หรือระบุว่าให้เครดิตกี่วัน รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงินด้านอื่น ๆ
- วันสั่งซื้อและวันที่กำหนดให้ส่งมอบสินค้า
- เงื่อนไขอื่น ๆ ที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงร่วมกัน
ความสำคัญของใบ PO
รู้จักความหมายและองค์ประกอบของใบ PO ไปแล้ว เชื่อว่าอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่หลายคนมักสงสัย ก็คือ ใบ PO ใช้ทำอะไรบ้าง ต้องบอกว่าใบ PO เป็นเอกสารที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. ใช้กำหนดรายละเอียดการซื้อ-ขาย
ความสำคัญข้อแรกของใบ PO คือใช้กำหนดรายละเอียดในการซื้อและการขายสินค้า ระบุว่าผู้ซื้อต้องการซื้อสินค้าประเภทไหน มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจเช็ก การชำระเงิน และป้องกันความผิดพลาด ทำให้การซื้อ-ขายเป็นไปอย่างราบรื่น
2. ใช้ติดตามสินค้า ตามที่ระบุไว้ในใบสั่งซื้อ
เพื่อป้องกันปัญหาได้รับสินค้าล่าช้า ใบ PO จะช่วยให้คุณสามารถติดตามสินค้าที่ระบุได้สะดวก เพราะนอกจากจะมีรายละเอียดการซื้อ-ขายแล้ว ยังระบุวันที่จะได้รับสินค้าเอาไว้ด้วย เพิ่มความมั่นใจว่าจะได้รับสินค้าตรงเวลาแน่นอน
3. ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายในกรณีเกิดข้อพิพาท
อีกหนึ่งกรณีที่ใบ PO จะมีบทบาทมากเป็นพิเศษ คือกรณีที่เกิดข้อพิพาทในการซื้อ-ขาย เช่น ผู้ขายส่งของไม่ครบ สินค้าที่ได้รับไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้ เพราะใบ PO ที่มีองค์ประกอบครบถ้วน สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายเพื่อโต้แย้งในชั้นศาลได้
4. นำมาขอสินเชื่อใบ PO เพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจได้
สุดท้าย ผู้ขายสามารถนำใบ PO จากลูกค้ามาเป็นหลักฐานในการขอสินเชื่อ เพื่อลดภาระด้านเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจได้ ซึ่งสินเชื่อประเภทนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสินเชื่อใบสั่งซื้อ โดยสถาบันการเงินจะช่วยชำระค่าวัตถุดิบให้ก่อน ทำให้กระบวนการผลิตสินค้าและส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น
สรุปความแตกต่างระหว่างใบ PO และใบ PR
นอกเหนือจากใบ PO แล้ว ในการซื้อ-ขายยังมีเอกสารอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือใบ PR ซึ่งหลายคนอาจจะสับสนว่าเอกสารทั้งสองประเภทนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจึงขอสรุปความแตกต่างระหว่างใบ PO และใบ PR ไว้ให้ในบทความนี้
ความหมายของใบ PR
ใบ PR ย่อมาจาก Purchase Requisition ชื่อภาษาไทยคือ ใบขอซื้อ เป็นเอกสารที่ใช้กันภายในองค์กร โดยพนักงานในองค์กรต้องเป็นผู้ออกใบ PR ให้แก่ฝ่ายจัดซื้อ เพื่อดำเนินการซื้อสิ่งของที่ต้องการเข้ามาในบริษัท หากใบ PR ได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจึงจะออกใบ PO ให้แก่ผู้ขายสินค้าเพื่อดำเนินการซื้อ-ขายต่อไป
ความแตกต่างระหว่างใบ PO และใบ PR
| หัวข้อ | ใบ PO | ใบ PR |
| 1. ความหมาย | ใบ PO (Purchase Order) คือใบสั่งซื้อที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้บริษัทผู้ขายสินค้า เพื่อระบุรายละเอียดสินค้าที่ต้องการสั่งซื้อ | ใบ PR (Purchase Requisition) คือใบขอซื้อที่พนักงานในองค์กรทำเรื่องขอไปยังฝ่ายจัดซื้อ เพื่อขอซื้อสินค้าที่จำเป็นในการดำเนินงาน |
| 2. ความสำคัญและการใช้งาน | ใช้เพื่อสั่งซื้อสินค้าตามรายละเอียดที่ระบุไว้ในใบ PR โดยต้องได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทก่อน จึงจะส่งไปยังผู้ขายได้ | ใช้เป็นคำร้องในการขอสั่งซื้อสินค้าที่จำเป็น เพื่อให้ผู้มีอำนาจของบริษัทพิจารณาและอนุมัติ จากนั้นจึงส่งเรื่องให้ฝ่ายจัดซื้อทำการสั่งซื้อสินค้า |
| 3. รายละเอียดที่ระบุในเอกสาร | ข้อมูลของผู้ซื้อและผู้ขาย รายละเอียดสินค้า กำหนดการชำระเงินและส่งมอบสินค้า และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง | เบื้องต้นต้องมีรายละเอียดสินค้าที่ต้องการ และเหตุผลที่ต้องการสั่งซื้อ เพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาว่าควรอนุมัติหรือไม่ |
หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่มีใบ PO เป็นหลักฐานการสั่งซื้อของลูกค้า สามารถนำมาขอสินเชื่อเพื่อการนำเข้า กับ Funding Societies เพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจและมีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้า โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้วงเงินสูงสุดถึง 30 ล้านบาท สามารถใช้ใบ PO หลายใบพร้อมกันได้ ให้คุณมีเงินทุนไปหมุนก่อนแล้วค่อยชำระคืนหลังครบ 4 เดือน สนใจขอสินเชื่อเพื่อการนำเข้า หรือสินเชื่ออื่น ๆ สำหรับผู้ประกอบการ ลงทะเบียนรับคำปรึกษาได้ที่เว็บไซต์ของเรา






