เงินเฟ้อคืออะไร ส่งผลต่อเศรษฐกิจและปากท้องอย่างไร

สรุป  ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร เข้าใจง่าย เห็นภาพชัดเจน 

“เงินเฟ้อ” เป็นหนึ่งคำศัพท์ที่เราพบบ่อย ๆ ในข่าวการเงินและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่พูดถึงปากท้องและเงินเดือน ที่มักจะมีคำกล่าวที่ว่า “เงินเดือนไม่ขึ้นตามเงินเฟ้อ” และหากว่าอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเกินกว่าปกติ จนทำให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่า “ข้าวยากหมากแพง” ซึ่งส่งผลต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง 

ในบทความนี้ จะมาอธิบายว่าภาวะเงินเฟ้อคืออะไรแบบเข้าใจง่าย รวมถึงสาเหตุและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม 

ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ?  

ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ราคาของสินค้าและบริการมีราคาที่สูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งยิ่งอัตราเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลทำให้ราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ราคาของอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ราคาอาหารเฉลี่ยในไทย อย่างก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงในปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 31 บาท แต่ราคาในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 57.8 บาท 

สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อมาจากอะไร ? 

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาค่าอาหารเพิ่มขึ้น ก็คือ การที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น (Cost-Push Inflation) ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าเช่า รวมถึงค่าแรงต่าง ๆ ส่งผลให้ราคาอาหารต้องปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย เหมือนกับที่มักจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าบ่นเรื่องราคาหมูหน้าเขียงที่แพงขึ้น ราคาก๊าซหุงต้มที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น 

นอกจากเรื่องวัตถุดิบแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มสูงขึ้น (Demand-Pull Inflation) การที่ผู้ผลิตผลิตสินค้าออกมาไม่ทัน หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการก็ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ตัวอย่างง่าย ๆ คือ ตอนช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ทุกคนต้องการซื้อหน้ากากอนามัย แต่สินค้าในท้องตลาดมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น และค่อย ๆ ปรับลดลงมาเมื่อมีสินค้าในท้องตลาดมากขึ้น รวมถึงการมีความต้องการที่น้อยลงนั่นเอง 

ผู้ชายกำลังวางคำว่าเงินเฟ้อลงบนเงินที่สูงขึ้น

เงินเฟ้อ ดีต่อเงินในกระเป๋าของเราหรือไม่ ? 

ที่จริงแล้ว การที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นนิดหน่อย หรือที่เรียกกันว่า เงินเฟ้อที่ไม่รุนแรง เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยภาพรวม มีนักธุรกิจและนักลงทุนกล้าที่จะขยับตัวลงทุน เพื่อให้ได้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น มีการเพิ่มการจ้างงาน ค่าจ้างแรงงานหรือเงินเดือนให้สูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น เพราะแม้ว่าราคาสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็เป็นราคาที่ยอมรับได้ และผู้บริโภคมีกำลังเงินพอที่จะจ่าย 

ในอีกกรณีหนึ่ง หากว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าเป็นผลดี เพราะจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้จำนวนเงินเท่าเดิมซื้อสินค้าได้น้อยลง ทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าลดลง ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายและปากท้องของประชาชน 

ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อที่ดี ควรจะอยู่ที่ประมาณ 1-4% ต่อปี เพื่อให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง มีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก 

ทำไมเงินเฟ้อถึงทำให้เงินในกระเป๋าของเราลดลง 

อธิบายเรื่องเงินเฟ้อแบบง่าย ๆ เลย สมมติว่า เมื่อ 1 ปีก่อนเงิน 50 บาท สามารถซื้อแอปเปิลได้ 3 ลูก แต่ในปีนี้เงิน 50 บาท สามารถซื้อแอปเปิลได้เพียง 2 ลูก แสดงว่ามูลค่าของเงินในกระเป๋าของเราน้อยลงไป ทำให้ซื้อของได้น้อยลง 

ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อจะส่งผลดีต่อลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ เนื่องจากมูลค่าของเงินน้อยลงเมื่อเทียบกับในวันกำหนดชำระหนี้ ดังนั้น จึงต้องมีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ค่าเงินที่มีอยู่ก็ยิ่งลดน้อยลงมากเท่านั้น  

ดังนั้น เพื่อไม่ให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าน้อยลง การลงทุนจึงเป็นคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจ หรือลงทุนในตลาดเงิน เพื่อเพิ่มจำนวนเงินในกระเป๋าให้ทันกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปีนั่นเอง 

เงินเฟ้อ ลงทุนเพิ่มดีไหมนะ ?  

คำถามที่ผู้ประกอบการหลายคนมักจะถามตัวเองอยู่เสมอคือ “เศรษฐกิจอย่างนี้ ลงทุนเพิ่มดีไหม ?” จะขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนดีหรือเปล่า ? 

ที่จริงแล้ว ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ แต่ในภาพรวมแล้ว หากว่าอัตราเงินเฟ้อไม่รุนแรง ประมาณ 1-4% ต่อปี การลงทุนเพิ่มก็อาจจะช่วยสร้างผลกำไรให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจค่อนข้างคึกคัก ประชาชนกล้าที่จะใช้จ่ายเงิน ดีกว่าในช่วงเงินฝืด ที่คนมักไม่กล้าใช้เงิน 

ในทางกลับกัน หากว่าเงินเฟ้อมีอัตราค่อนข้างสูง หรือรุนแรง ธุรกิจที่ยังไปได้ มักจะเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับของจำเป็นในการใช้ชีวิต อย่างอาหาร เสื้อผ้า สาธารณูปโภค การแพทย์ ที่อยู่อาศัย สินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ ส่วนธุรกิจอื่น ๆ แนะนำให้ดูเป็นกรณีไป เพราะบางธุรกิจสามารถทำกำไรได้ในช่วงที่เงินเฟ้อรุนแรงได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าลักชูรี ซึ่งเรามักจะเห็นช่วงที่เงินเฟ้อรุนแรง หลายคนมักจะซื้อของที่มีมูลค่าสูง อย่างทอง หรือนาฬิกาแบรนด์เนม มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ 

สำหรับธุรกิจที่ต้องการลงทุนเพิ่มเพื่อสร้างผลกำไร ต้องการแหล่งเงินทุนระยะสั้น ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในช่วงที่น่าลงทุน หรือต้องการเพิ่มสภาพคล่อง สามารถมาปรึกษา Funding Societies ได้เลย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ผ่อนชำระสูงสุด 24 เดือน สามารถสมัครได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ของเราได้ตลอด 24 ชม.  

ข้อมูลอ้างอิง

  1. เปิด 5 ธุรกิจที่มีรายได้พุ่งในยุคเงินเฟ้อ. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://www.bangkokbiznews.com/world/1022779
  2. “เงินเฟ้อ” คืออะไร? เมื่อไหร่คือเวลาที่คุณต้องกังวลมากที่สุด!. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://www.ananda.co.th/blog/thegenc/เงินเฟ้อ/ 
  3. ภาวะเงินเฟ้อส่งผลกระทบกับเราอย่างไร. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://advicecenter.kkpfg.com/en/money-matter/inflation#:~:text=ความสำคัญของเงินเฟ้อ&text=การที่เงินเฟ้อสูงเกินไป,ยิ่งเฟ้อต่อไปอีก 
  4. เปิด ‘ราคาอาหาร’ไทย 10 ปี เพิ่มขึ้น 86.3%. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://www.thansettakij.com/economy/524574
  5. “เงินเฟ้อ” คืออะไร ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเงินในกระเป๋าของเรา. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 จาก https://www.gpf.or.th/thai2019/2Member/main.php?page=31-3&subject=สังคมสูงวัยทำไมต้องออม&pk=1685&mid=35&menu=knowledgeoom&lang=th 

Discover more from Funding Societies Thailand Blog

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading