สำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ เรื่องภาษี เพราะนอกจากจะต้องเข้าใจแล้ว จะต้องจ่ายอย่างถูกต้องและครบถ้วน ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องโดนค่าปรับจำนวนมหาศาล และกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางธุรกิจได้ ซึ่งภาษีมีทั้งภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อม โดยมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้
ภาษีทางตรงคืออะไร ?
ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่ภาครัฐจัดเก็บจากบุคคลหรือนิติบุคคลโดยตรง ไม่สามารถปฏิเสธหรือผลักภาระให้คนอื่นได้ ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเงินและช่วงเวลาการจ่ายที่ชัดเจน หากไม่จ่ายตามกำหนดระยะเวลา จะมีโทษทางอาญา โดยมีทั้งโทษปรับและจำคุก นอกจากนี้ อาจจะเสียเงินเพิ่มเติมตามระยะเวลาที่ค้างจ่ายอีกด้วย
ภาษีทางตรงมีอะไรบ้าง ?
ไม่ว่าเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป ต่างคุ้นเคยกับภาษีทางตรง ซึ่งเป็นภาษีที่ต้องจ่ายให้แก่รัฐเป็นประจำทุกปี ดังต่อไปนี้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ในระหว่างปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง รายได้จากการค้าขาย เงินจากการทำอาชีพอิสระ การให้เช่าทรัพย์สิน หรือรายได้อื่น ๆ โดยผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเป็นประจำทุกปี ก่อนวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
เป็นภาษีที่จัดเก็บกับนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีเพดานในการเก็บสูงสุดอยู่ที่ 20%
3. ภาษีป้าย
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากป้ายชื่อร้าน หรือป้ายที่ใช้เพื่อการค้าหรือกิจการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ ตัวอักษร หรือเครื่องหมาย
4. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
5. ภาษีมรดก
เป็นภาษีที่เรียกเก็บเมื่อทายาทได้รับทรัพย์สินจากมรดก
6. ภาษีจากการครอบครองทรัพย์สินต่าง ๆ
เป็นภาษีที่เรียกเก็บอันเนื่องมาจากการถือครองทรัพย์สิน เช่น รถยนต์
อ่านบทความนี้ด้วย: ใบกำกับภาษีคืออะไร ?
ภาษีทางอ้อมคืออะไร ?
ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคเมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นภาษีที่ผู้บริโภคจะจ่ายแทนผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจ่ายเอง แล้วแต่จะตกลงยินยอมกัน
ภาษีทางอ้อมมีอะไรบ้าง ?
ภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่หลายคนมักจะเรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่อยู่ในสินค้าและบริการ หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ตัวอย่างเช่น
1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการซื้อสินค้าและบริการ ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 7% โดยผู้ประกอบการอาจจะรวมไปกับราคาในเมนู หรือคิดเพิ่มจากราคาก็ได้
2. ภาษีธุรกิจจำเพาะ
เป็นภาษีที่จัดเก็บเฉพาะกิจการบางอย่างที่เปิดในประเทศ เช่น ธนาคาร รับจำนำ ประกันชีวิต การขายอสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ การปล่อยกู้
3. อากรแสตมป์
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการกระทำตราสาร ใน 28 ลักษณะ
ความแตกต่างของภาษีทางตรงและทางอ้อม
ภาษีทางตรงและทางอ้อม มีความแตกต่างกันใน 3 มิติ โดยสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
| ภาษีทางตรง | ภาษีทางอ้อม | |
| การจัดเก็บภาษี | จากรายได้และทรัพย์สิน ทราบจำนวนภาษีที่แน่นอน |
จากการจับจ่ายของผู้บริโภคและการทำธุรกรรมต่าง ๆ อาจจะไม่ทราบจำนวนภาษีที่แน่นอน |
| ผู้ที่รับภาระ | ผู้เสียภาษี ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้อื่นได้ | สามารถให้ผู้อื่นรับภาระแทนได้ |
| ความยืดหยุ่นในการจัดเก็บ | ต้องยื่นแบบและเสียภาษีเป็นประจำ | เสียภาษีเมื่อมีการทำธุรกรรมหรือจับจ่ายเกิดขึ้น |
เหตุผลที่ผู้ประกอบการต้องรู้เรื่องภาษีทางตรงและทางอ้อม
เรื่องภาษีเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ว่าผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไปก็ควรจะทำความเข้าใจและรู้จัก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
- สามารถวางแผนการจ่ายภาษีอย่างรอบคอบ สามารถประมาณการตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายอย่างเหมาะสม และวางแผนค่าใช้จ่ายประจำปีได้ โดยไม่กระทบเงินทุนสำรองของบริษัท
- ช่วยในการตั้งราคาสินค้าและบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น สามารถคำนวณต้นทุนทางภาษีเข้าไปในราคาขาย ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
- วางแผนกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถเตรียมเงินภาษีได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ป้องกันการขาดสภาพคล่อง
- สามารถวางแผนการลงทุนและขยายธุรกิจเพิ่มเติมได้ สามารถคำนวณผลตอบแทนได้แม่นยำ และขยายธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
ภาษีเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน และหากว่าต้องการขยายหรือต่อยอดธุรกิจ ขอแนะนำสินเชื่อสำหรับธุรกิจ จาก Funding Societies เหมาะสำหรับธุรกิจที่ขยายตัวไว วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 1% ต่อเดือน ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สมัครง่าย ไม่จำเป็นต้องไปที่สาขา
ข้อมูลอ้างอิง
- หมวด 3 ภาษีเงินได้. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 จาก https://www.rd.go.th/2597.html
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 จาก https://www.rd.go.th/306.html





