ขอสินเชื่อธุรกิจใช้อะไรบ้าง ? 5 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้

พื้นฐานการขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่านต้องเลือกสินเชื่อให้เหมาะ เตรียมหลักฐานการเงินและแผนการเงินให้พร้อม

วิธีขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่าน ยื่นกู้ได้อย่างมั่นใจสำหรับ SME

สำหรับผู้ประกอบการ SME หลายคน การขอสินเชื่อธุรกิจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อยื่นกู้แล้วไม่ผ่าน ทั้งที่ธุรกิจก็ดำเนินงานอยู่จริง มียอดขาย และมีแผนเติบโตชัดเจน แต่ความจริงแล้ว ปัญหาหลักมักไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจไม่ดี แต่เกิดจากการเตรียมตัวที่ไม่ตรงจุด เอกสารไม่สอดคล้องกับรูปแบบสินเชื่อ หรืออธิบายการใช้เงินไม่ชัดเจนพอสำหรับผู้พิจารณาอนุมัติ

ดังนั้น การเข้าใจว่าขอสินเชื่อธุรกิจต้องใช้อะไรบ้าง และเตรียมข้อมูลให้ตอบโจทย์การพิจารณาตั้งแต่แรก จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ ลดเวลา และทำให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจ 5 สิ่งสำคัญที่ธุรกิจควรเตรียมพร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่ออย่างมั่นใจ

พื้นฐานการขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่านต้องเลือกสินเชื่อให้เหมาะ เตรียมหลักฐานการเงินและแผนการเงินให้พร้อม

1. เข้าใจก่อนว่า “สินเชื่อธุรกิจ” ดูอะไรเป็นหลัก

ก่อนเตรียมเอกสาร ผู้ประกอบการควรเข้าใจมุมมองของผู้ให้สินเชื่อก่อน เพราะนี่คือพื้นฐานของวิธีขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่าน

ผู้ให้สินเชื่อไม่ได้มองว่าสินเชื่อคือการช่วยเหลือ แต่คือการลงทุนระยะหนึ่งในธุรกิจของคุณ สิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นจึงไม่ใช่แค่ยอดขายสูง แต่คือความมั่นใจว่าเงินก้อนนี้จะถูกใช้แล้วสร้างรายได้เพื่อนำกลับมาจ่ายคืนได้จริง

สิ่งที่ผู้ให้สินเชื่อใช้ประเมินหลัก ๆ เช่น

  • ธุรกิจมีรายได้สม่ำเสมอหรือไม่ ไม่ใช่แค่ยอดขายพุ่งแค่บางเดือน
  • กระแสเงินสดหลังจากต้องผ่อนชำระแล้วยังเหลือพอหรือเปล่า
  • โครงสร้างรายได้มีความเสี่ยงสูงหรือกระจุกตัวกับลูกค้ารายเดียวหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

ธุรกิจที่มียอดขายเดือนละ 1 ล้านบาท แต่ต้องรอเก็บเงินลูกค้า 90 วัน อาจถูกมองว่าเสี่ยงกว่าธุรกิจที่มียอดขายเดือนละ 400,000 บาท แต่มีเงินเข้าออกสม่ำเสมอทุกสัปดาห์

ดังนั้น ธุรกิจที่อธิบายตัวเองและแสดงหลักฐานได้ว่ารายได้มาจากไหน เงินเข้าเมื่อไร และจะผ่อนชำระอย่างไร มักได้เปรียบกว่าธุรกิจที่มีตัวเลขแต่ไม่สามารถเล่าเรื่องของตัวเลขเหล่านั้นได้

2. ข้อมูลธุรกิจพื้นฐานที่ต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ

หนึ่งในคำตอบสำคัญของคำถามว่าขอสินเชื่อธุรกิจไม่ผ่านเกิดจากอะไร คำตอบคือข้อมูลธุรกิจไม่ชัด หรือข้อมูลแต่ละชุดไม่สอดคล้องกัน

ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้คือจุดตั้งต้นของความน่าเชื่อถือ หากผู้ให้สินเชื่ออ่านแล้วยังไม่เข้าใจว่าธุรกิจคุณทำอะไร ขายใคร หรือดำเนินงานแบบไหน โอกาสอนุมัติก็จะลดลงทันที

ข้อมูลที่ควรชัดเจน ได้แก่

  • ประเภทธุรกิจ และรูปแบบการดำเนินงาน เช่น B2B, B2C, ออนไลน์, ออฟไลน์
  • อายุธุรกิจ และความต่อเนื่องของกิจการ
  • โครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ
  • ช่องทางขายหลัก และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย เช่น

  • เอกสารระบุว่าเป็นร้านค้าปลีก แต่รายได้หลักมาจากออนไลน์
  • บัญชีธนาคารแสดงรายได้ แต่ไม่สอดคล้องกับคำอธิบายธุรกิจ
  • ที่อยู่จดทะเบียนกับที่ตั้งธุรกิจจริงไม่ตรงกันโดยไม่มีคำอธิบาย

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าธุรกิจมีปัญหา แต่ถ้าไม่อธิบายให้ชัด ก็อาจทำให้ผู้พิจารณามองว่าข้อมูลไม่น่าเชื่อถือได้โดยไม่ตั้งใจ

3. เอกสารทางการเงิน ที่ผู้ให้สินเชื่อใช้ตัดสินใจจริง

ส่วนประกอบสำคัญของการขอสินเชื่อธุรกิจและสงสัยว่าต้องใช้อะไรบ้าง ? หลายคนจะนึกถึงเอกสารทางการเงินเป็นอย่างแรก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ไม่ใช่แค่มีเอกสาร แต่เอกสารเหล่านั้นต้องสะท้อนความจริงของธุรกิจด้วย

ผู้ให้สินเชื่อจะพิจารณาเอกสารทางการเงินเพื่อดู 3 เรื่องหลัก

  1. รายได้เข้ามาจริงหรือไม่
  2. เงินเข้าออกสม่ำเสมอแค่ไหน
  3. หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีเงินเหลือพอสำหรับผ่อนหรือไม่

เอกสารที่มักใช้พิจารณา ได้แก่

  • รายการเดินบัญชีที่แสดงรายได้จากการดำเนินธุรกิจ
  • รายงานรายรับ-รายจ่าย หรือบัญชีกำไรขาดทุน
  • เอกสารภาษีที่สะท้อนความต่อเนื่องของกิจการ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้หลายธุรกิจขอสินเชื่อไม่ผ่าน เช่น

  • ใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินธุรกิจจนแยกไม่ออก
  • รายได้ในบัญชีไม่สอดคล้องกับยอดขายที่แจ้ง
  • มีเงินเข้าเป็นก้อนใหญ่ แต่ไม่มีความต่อเนื่อง

หากธุรกิจยังไม่ได้จัดระบบบัญชีให้ชัดเจน การเริ่มแยกบัญชีธุรกิจ และจัดทำรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติได้อย่างชัดเจน แม้ยังเป็น SME รายย่อยก็ตาม

4. แผนการใช้เงินกู้ ที่ทำให้การขอสินเชื่อมีเหตุผล

สำหรับผู้ให้สินเชื่อ เงินกู้ไม่ใช่เพียงแหล่งเงินทุนที่ปล่อยออกไป แต่เป็นเงินที่ธุรกิจผู้ขอสินเชื่อต้องนำไปใช้แล้วสร้างผลลัพธ์กลับมาให้กิจการของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง หรือกระแสเงินสดที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานของความสามารถในการชำระคืนเงินกู้

การระบุวัตถุประสงค์ให้ชัด จะช่วยให้ผู้พิจารณาเข้าใจบริบทของธุรกิจ และประเมินได้ว่าเงินกู้มีความจำเป็นและสมเหตุสมผลหรือไม่

ระยะเวลาที่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากเงินกู้

นอกจากรู้ว่าเงินจะถูกใช้ไปกับอะไรแล้ว ผู้ให้สินเชื่อยังต้องการเห็นกรอบเวลาคร่าว ๆ ว่าธุรกิจจะเริ่มเห็นผลเมื่อใด เช่น ยอดขายเพิ่มในกี่เดือน รอบเงินสดสั้นลงแค่ไหน หรือสามารถเริ่มผ่อนชำระได้ตั้งแต่ช่วงใด

การระบุระยะเวลาอาจไม่ต้องแม่นยำถึงขั้นทำงบประมาณละเอียด แต่ควรแสดงให้เห็นว่าธุรกิจได้คิดล่วงหน้า ไม่ได้กู้เงินแล้วค่อยแก้ปัญหาทีหลัง

เงินกู้ช่วยเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนอย่างไร

แผนการใช้เงินที่ดีควรเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขาย เพิ่มกำลังการผลิต หรือช่วยลดต้นทุนบางส่วนในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น การลงทุนเครื่องจักรอาจช่วยลดต้นทุนแรงงาน หรือการเพิ่มสต๊อกช่วยให้รับออเดอร์ได้มากขึ้นและไม่พลาดโอกาสขาย จุดนี้จะช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อเห็นว่าเงินกู้ไม่ได้เป็นภาระ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้

ความเชื่อมโยงระหว่างเงินกู้กับกระแสเงินสด

อีกประเด็นสำคัญคือ หลังจากเริ่มใช้เงินกู้แล้ว ธุรกิจยังมีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำและการผ่อนชำระหรือไม่

ธุรกิจควรอธิบายให้เห็นว่า รายได้ที่เกิดขึ้นหลังจากใช้เงินกู้ จะเข้ามาในช่วงใด และสามารถรองรับภาระผ่อนได้อย่างไร ยิ่งอธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ชัด โอกาสอนุมัติก็ยิ่งสูงขึ้น

5. เลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะกับรอบเงินสดของธุรกิจ

แม้ธุรกิจจะผ่านการอนุมัติแล้ว แต่หากเลือกสินเชื่อไม่เหมาะกับจังหวะของธุรกิจ ปัญหาอาจเกิดขึ้นหลังจากนั้นทันที ผู้ประกอบการจึงควรคิดให้รอบคอบว่าธุรกิจ SME ควรขอสินเชื่ออย่างไรให้ไม่กระทบสภาพคล่องในระยะยาว

สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนเลือกสินเชื่อ ได้แก่

  • รอบเงินสดของธุรกิจยาวหรือสั้น เช่น รับเงินทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือเป็นรอบโปรเจกต์
  • รายได้มีความสม่ำเสมอหรือผันผวนตามฤดูกาล
  • ภาระผ่อนต่อเดือนควรอยู่ในระดับที่ธุรกิจยังมี “หายใจได้”

ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจที่มีรายได้เข้าทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ อาจเหมาะกับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระรายเดือน 
  • ธุรกิจที่รายได้มาเป็นรอบ อาจต้องมองหาสินเชื่อที่มีความยืดหยุ่น หรือระยะเวลาผ่อนที่สอดคล้องกับรอบรายได้

หลายกรณีที่คำตอบของคำถามที่ว่าขอสินเชื่อธุรกิจไม่ผ่านเกิดจากอะไร อาจไม่ได้เกิดจากธุรกิจไม่ดี แต่เกิดจากการขอวงเงินหรือระยะเวลาผ่อนที่ไม่เหมาะกับกระแสเงินสดของตัวเอง ทำให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงเกินไป

ดังนั้น การเลือกสินเชื่อให้เหมาะกับรอบเงินสดจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้เงินกู้ได้อย่างมั่นคงและไม่สะดุดในระยะยาวด้วย

จากการเตรียมตัวสู่การตัดสินใจ เลือกสินเชื่อธุรกิจที่เหมาะกับ SME

วิธีขอสินเชื่อธุรกิจให้ผ่าน ไม่ใช่เรื่องของเอกสารเพียงอย่างเดียว แต่คือการสื่อสารให้ผู้ให้สินเชื่อเข้าใจ “ธุรกิจของคุณ” อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ที่มา รายได้ แผนการเติบโต ไปจนถึงความสามารถในการชำระคืน ธุรกิจที่เตรียมข้อมูลเป็นระบบ เข้าใจว่าผู้พิจารณามองหาอะไร และเลือกสินเชื่อให้เหมาะกับรอบเงินสดของตัวเอง จะมีโอกาสผ่านสูงกว่าอย่างชัดเจน

หากคุณกำลังมองหา Business Loans หรือสินเชื่อธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อ SME โดยเฉพาะ Funding Societies ให้บริการสินเชื่อธุรกิจที่พิจารณาจากศักยภาพและข้อมูลการดำเนินงานจริง ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมขั้นตอนสมัครที่สะดวกและรวดเร็ว

หมายเหตุ

  1. ในประเทศไทย Funding Societies ดำเนินธุรกิจ 2 ส่วนที่ต่างกันคือ FS Siam Co., Ltd. เป็น Funding Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ FS Capital Co., Ltd. เชี่ยวชาญในการให้กู้ยืมโดยตรงแก่ธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างนี้ช่วยให้ Funding Societies สามารถตอบสนองความต้องการทางการเงินที่หลากหลายภายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ระยะเวลาในการอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทและความครบถ้วนของเอกสาร โปรดศึกษารายละเอียดก่อนใช้บริการ

ข้อมูลอ้างอิง 

How do banks assess a business loan application?. สืบค้นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.linkedin.com/pulse/how-do-banks-assess-business-loan-application-liam-tiernan

Discover more from Funding Societies Thailand Blog

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading