ธุรกิจ SME คืออะไร ? เช็กความหมายและข้อดีได้ที่นี่
สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ เชื่อว่าคงคุ้นเคยกับคำว่าธุรกิจ SME เป็นอย่างดี เพราะหันไปทางไหน ก็เจอแต่คนพูดถึง อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการ SME จำนวนไม่น้อยที่มุ่งมั่น ตั้งใจ ดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ของประเทศได้สำเร็จ แล้วธุรกิจ SME คืออะไร มีลักษณะอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบได้ในบทความนี้
เจาะลึกความหมายของธุรกิจ SME
SME คือ รูปแบบการทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ย่อมาจากคำว่า Small and Medium Enterprises แปลเป็นภาษาไทยว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถประกอบกิจการได้ทั้งในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด และกิจการร่วมค้า แบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- กิจการการผลิต (Production Sector) ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และเหมืองแร่
- กิจการการบริการ (Service Sector)
- กิจการการค้า (Retail Sector) ซึ่งครอบคลุมทั้งการค้าส่งและการค้าปลีก
บทบาทของธุรกิจ SME ต่อเศรษฐกิจไทย
ปัจจุบัน ธุรกิจ SME ถือเป็นรูปแบบธุรกิจที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ว่าได้ เนื่องจากในประเทศไทย มีผู้ประกอบการธุรกิจลักษณะนี้จำนวนมากในหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคและลดการผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการจ้างงานปริมาณมหาศาล ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในกลุ่มแรงงาน อีกทั้งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเป็นกิจการขนาดกลาง จึงกลายเป็นตัวกลางระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนให้ธุรกิจทุกขนาดเติบโตไปพร้อม ๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจ SME มีลักษณะอย่างไร ? เช็กเลย !
สำหรับลักษณะเด่นที่จะช่วยแยกธุรกิจ SME ออกจากธุรกิจประเภทอื่น ๆ นั้น แบ่งเป็น 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ มูลค่าทรัพย์สิน การจ้างงาน และยอดขาย โดยแต่ละข้อ มีข้อกำหนดดังต่อไปนี้
1. มูลค่าทรัพย์สิน
พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 กำหนดจำนวนทรัพย์สินถาวรของธุรกิจ SME ตามประเภทธุรกิจเอาไว้ดังนี้
- กิจการการผลิต ขนาดย่อม ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้านบาท ขนาดกลาง ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 200 ล้านบาท
- กิจการการบริการ ขนาดย่อม ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้านบาท ขนาดกลาง ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 200 ล้านบาท
- กิจการการค้า
- การค้าปลีก ขนาดย่อม ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 30 ล้านบาท ขนาดกลาง ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 60 ล้านบาท
- การค้าส่ง ขนาดย่อม ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 50 ล้านบาท ขนาดกลาง ต้องมีทรัพย์สินไม่เกิน 100 ล้านบาท
2. จำนวนการจ้างงาน
อัตราการจ้างงานก็ถือเป็นข้อกำหนดสำคัญในการดำเนินธุรกิจ SME เช่นกัน โดยกิจการแต่ละประเภท ระบุจำนวนการจ้างงานไว้ดังนี้
- กิจการการผลิต ขนาดย่อม มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน ขนาดกลาง มีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน
- กิจการการบริการ ขนาดย่อม มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน ขนาดกลาง มีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน
- กิจการการค้า
- การค้าปลีก ขนาดย่อม มีการจ้างงานไม่เกิน 15 คน ขนาดกลาง มีการจ้างงานไม่เกิน 30 คน
- การค้าส่ง ขนาดย่อม มีการจ้างงานไม่เกิน 25 คน ขนาดกลาง มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน
3. ยอดขาย
ลักษณะของธุรกิจ SME ข้อสุดท้าย เป็นเรื่องยอดขาย โดยมีอัตราการแบ่งตามประเภทกิจการ ดังนี้
- กิจการการผลิต ขนาดย่อม มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ขนาดกลาง มียอดขายไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี
- กิจการการบริการ ขนาดย่อม มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี ขนาดกลาง มียอดขายไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี
- กิจการการค้า มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี ขนาดกลาง มียอดขายไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี
ธุรกิจ SME กับ Non SME ต่างกันอย่างไร ?
จากลักษณะเด่นของธุรกิจ SME ที่กล่าวถึงไปในข้างต้น เราจึงสามารถสรุปความแตกต่างระหว่างธุรกิจ SME กับ Non SME ได้ว่าธุรกิจ Non SME คือธุรกิจที่อยู่นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ทั้งหมด ทั้งมูลค่าทรัพย์สิน ยอดขาย และอัตราการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพันล้านหรือร้านขายของขนาดเล็กที่มีรายได้ปีละหลักแสนบาท ก็ล้วนแต่เป็นธุรกิจที่จัดเป็น Non SME ทั้งสิ้น
ข้อดีของการทำธุรกิจ SME
เมื่อรู้แล้วว่าธุรกิจ SME คืออะไร มีลักษณะอย่างไร สุดท้ายก็มาถึงข้อดีของธุรกิจประเภทนี้กันบ้าง และนี่คือ 4 ข้อดีที่ทำให้ธุรกิจ SME น่าจับตามองและเป็นคำตอบที่ใช่ของผู้ประกอบการจำนวนมาก
1. บริหารจัดการได้ง่าย
ขั้นตอนในการเริ่มต้นและบริหารธุรกิจ SME ไม่ยุ่งยากเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง จะเลือกทำธุรกิจอะไร จ้างคนเท่าไหร่ จัดสรรงบประมาณอย่างไร ก็สามารถบริหารได้อย่างสะดวกและคล่องตัว
2. เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย
ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้ง่ายผ่านหลากหลายช่องทาง เพราะจำนวนลูกค้ายังมีไม่มาก ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้ เป็นโอกาสดีในการต่อยอดธุรกิจในอนาคต
3. ดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานในองค์กร
แม้จะเป็นธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง แต่การได้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน จะทำให้คุณได้ไอเดียที่สดใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและต่อยอดธุรกิจได้ดี ทั้งนี้ ก็ควรปรับกฎเกณฑ์การบริหารงานให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน
4. มีโอกาสเติบโตสูง
สุดท้าย ในประเทศไทยยังมีพื้นที่ให้ธุรกิจ SME เติบโตอีกมาก ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการ แนะนำว่าควรวางแผนการเงินให้ดี หาพาร์ตเนอร์ที่เชื่อถือได้ รวมทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพียงเท่านี้ก็มีโอกาสกลายเป็น SME แถวหน้าและประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
อยากเริ่มต้นทำธุรกิจ SME ให้ประสบความสำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องมีคือเงินทุน มองหาสินเชื่อเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับ SME เลือก Funding Societies ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนทำธุรกิจ รับเงินเร็วที่สุดภายใน 5 วันหลังเอกสารครบถ้วน เลือกระยะเวลาชำระหนี้ได้สูงสุดถึง 120 วัน กรอกข้อมูลเพื่อสมัครขอเงินทุนได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @fundingsocietiesth
ข้อมูลอ้างอิง:
- ธุรกิจ SMEs. สืบค้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 จาก https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/porkor/taxused/SMEs.pdf



