ร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จจะนำผลกำไรที่ดีกว่ามาสู่ธุรกิจออนไลน์ทุกราย  อย่างไรก็ตาม ร้านค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จนั้นสัมพันธ์กับยอด “traffic” (จำนวนผู้คนหรือจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์) และ “conversion rate” (อัตราการเปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้ซื้อหรือกลายมาเป็นลูกค้า)  เว็บไซต์ที่มี traffic สูงก็จะมีอัตรา conversion ที่สูงขึ้นเช่นกัน  เมื่อมีผู้คนเข้าชมร้านค้าออนไลน์ของคุณมากขึ้น แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของคุณจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น  แต่การเข้าชมอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนจะคลิกชมเว็บไซต์พร้อมจากไปโดยไม่ค้นดูผลิตภัณฑ์ใด ๆ ของคุณ  และนี่คือเหตุผลที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ควรมองหาวิธีดึงดูดลูกค้าผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์อยู่เสมอ

 

องค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้เยี่ยมชมบนเว็บไซต์ของคุณคือ “ประสบการณ์ของผู้เข้าชมหรือใช้งาน” หรือที่เรียกด้วยศัพท์ทางเทคนิคว่า “User Experience” หรือ “UX” นั่นเอง  การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ร้านค้ามีความจำเป็นต่อการมี UX ที่ดี  แล้วคุณจะเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์ของคุณได้อย่างไร?

 

  1. เลือกชื่อโดเมนที่เหมาะสม

ชื่อโดเมนคือความประทับใจแรกพบของร้านค้าออนไลน์ของคุณ  ดังนั้นคุณควรเลือกชื่อโดเมนที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณกำลังขาย  หากคุณกำลังขายสินค้าทารก คุณควรมองหาชื่อโดเมน อย่าง http://www.babyneeds.com หรือ www.babypicks.com ชื่อโดเมนที่ดีควรจำง่าย ดังนั้นควรเลือกชื่อโดเมนที่สั้นและติดหู 

  1. ใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องที่มีอิมเพรสชั่น (impression) สูง

การใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องในร้านค้าออนไลน์ของคุณเป็นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในกระบวนการ search engine optimization (SEO)  จุดมุ่งหมายคือการได้รับตำแหน่งที่ดีขึ้นในผลการค้นหา  ควรวางคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องไว้ในชื่อเว็บไซต์ หัวข้อ และเนื้อหา  SEO ขั้นพื้นฐานกำหนดให้คุณต้องเขียน meta description ที่ดีสำหรับทุกหน้าเว็บเพจที่คุณสร้าง  คุณสามารถใช้เครื่องมือ Keyword Planner ของ Google เพื่อหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม  อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้คีย์เวิร์ดมากเกินไป เพราะ Google สามารถลงโทษเว็บไซต์ของคุณหากพบคีย์เวิร์ดจำนวนมาก  การกระจายตัวของคีย์เวิร์ด (keyword density) เพียง 1% ต่อหนึ่งหน้าเว็ปเพจนั้นเพียงพอแล้ว

  1. แสดงภาพถ่ายของ “ลูกค้าที่มีความสุข”

ร้านค้าออนไลน์ของคุณเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้เยี่ยมชมร้านของคุณ  เนื่องจากคุณจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจเพื่อโน้มน้าวผู้เยี่ยมชมของคุณ คุณจึงควรสร้างร้านค้าออนไลน์ของคุณให้มีชีวิตชีวาที่สุด  การแสดงรูปของ “ลูกค้าที่มีความสุข” จะสร้างความไว้วางใจให้กับผู้เยี่ยมชมของคุณ  รูปภาพของลูกค้าที่ยิ้มแย้มจะแสดงให้ผู้เยี่ยมชมเห็นว่าผู้อื่นชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของคุณ  อย่าลืมที่จะเลือกรูปที่เกี่ยวข้องกับตลาดเป้าหมายของคุณ  คุณต้องพิจารณาผู้ชม อายุ จำนวน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ชาติพันธุ์ และเพศเมื่อเลือกรูปภาพเหล่านี้

  1. ร่นระยะเวลาในการดาวน์โหลดหน้าเว็บเพจ โดยเฉพาะเมื่อเว็บเพจมีสื่อหนาแน่น

สร้างประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชมของคุณให้น่าพึงพอใจยิ่งขึ้นด้วยการร่นระยะเวลาในการดาวน์โหลดหน้าเว็บเพจ (page load time) โดยเฉพาะเมื่อเว็บเพจของคุณมีสื่อจำนวนมาก  ยิ่งระยะเวลาในการดาวน์โหลดหน้าเว็บเพจสั้นลง สัดส่วนของการเข้าชมเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว (bounce rate) ก็จะยิ่งต่ำลง  นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า จะได้รับการแสดงผลจาก Google SEO ที่ดีกว่า  ไม่มีใครชอบเว็บไซต์หรือร้านค้าที่ใช้เวลาในการโหลดนานจนเกินไป

  1. ระบุ “คุณค่าที่ส่งให้กับลูกค้า” (value proposition) ของคุณ 

คุณเสนออะไรให้กับลูกค้าของคุณ?  อะไรทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณแตกต่างจากที่อื่น?  ระบุ “คุณค่าที่ส่งให้กับลูกค้า” หรือ “value proposition” ของคุณ  บอกผู้เยี่ยมชมว่าทำไมพวกเขาควรสนใจผลิตภัณฑ์ของคุณอย่างกระชับและตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องยัดเยียดข้อมูลให้พวกเขาจนมากเกินสมควร  

  1. แสดงเนื้อหาที่เจาะจงเฉพาะบุคคุล (personalized content) และคำแนะนำผลิตภัณฑ์ (product recommendation)

ลูกค้าที่ล็อกอินมักพบว่าการที่ร้านค้าออนไลน์แสดงเนื้อหาที่เฉพาะบุคคล (personalized content) และแสดงคำแนะนำผลิตภัณฑ์ (product recommendation) นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก  เนื้อหาที่เฉพาะบุคคลช่วยให้ลูกค้าค้นหาสิ่งที่ต้องการบนเว็บไซต์  นอกจากนี้ เว็ปไซต์ที่แนะนำผลิตภัณฑ์ยังเป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้ซื้อที่กลับมาซื้อซ้ำ  คุณสามารถใช้ข้อมูลเกี่ยวกับความชอบ นิสัย และประวัติของลูกค้าเพื่อเลือกผลิตภัณฑ์แนะนำ (featured product) ให้แก่ลูกค้าแต่ละรายอย่างเจาะจง 

  1. พัฒนาระบบนำทางของเว็บไซต์ (navigation) ผ่านเมนูและแผนผังเว็บไซต์ (sitemap) 

ประสบการณ์ของผู้เข้าชมยังได้รับผลกระทบจากโครงสร้างและระบบนำทางของเว็บไซต์ (navigation)  จะเป็นการดีที่สุดหากคุณปรับปรุงแผนผังเว็บไซต์ (sitemap) ของคุณ โดยการแสดงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถค้นหารายการที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย 

 

การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย  คุณจะต้องลองผิดลองถูกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีกลยุทธ์ใดที่เหมาะสำหรับทุกธุรกิจ  ควรหากลยุทธ์ที่สอดคล้องไปกับเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับแต่ละขั้นตอนใน “customer jourmey” (หรือ การเดินทางของลูกค้า) ของคุณ  ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างร้านค้าออนไลน์ที่มีผู้เยี่ยมชมหมุนเวียน  อย่าลืมรักษาประสบการณ์การใช้งานของพวกเขาให้น่าพึงพอใจและสะดวกสบาย