ภาษีคืออะไร ? ชวนเจ้าของธุรกิจทำความเข้าใจภาษีแต่ละประเภท
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือธุรกิจ SME ที่กำลังเติบโต สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก็คือเรื่องของ “ภาษี” เพราะภาษีคือส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากภาษีเกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด โครงสร้างต้นทุน และอาจส่งผลต่อความสามารถในการลงทุนหรือขยายกิจการ
หากคุณเข้าใจภาษีแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการทำธุรกิจได้ดีขึ้น และมีความพร้อมในการเติบโตอย่างยั่งยืน
ภาษีคืออะไร ? เข้าใจให้ชัดตั้งแต่พื้นฐาน
“ภาษี” คือ เงินที่รัฐเรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการบริหารประเทศ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข ความมั่นคง และสวัสดิการสังคม ภาษีจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐสามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างยั่งยืน
ในทางธุรกิจ ภาษีคือสิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำไรหรือกระแสเงินสด ทั้งยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ หากต้องยื่นขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจในอนาคต
ประเภทของภาษีที่ผู้ประกอบการควรรู้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่ผู้ประกอบการรายย่อย หรือผู้ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลต้องชำระ โดยจะนำ “รายได้สุทธิ” หลังหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด มาคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้า ซึ่งหมายความว่า ยิ่งรายได้สูง ยิ่งเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
| รายได้สุทธิ (บาท/ปี) | อัตราภาษี (%) |
| 0-150,000 | ได้รับการยกเว้นภาษี |
| 150,001-300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% |
ข้อควรรู้ :
- รายได้ทุกช่องทางต้องนำมารวมเพื่อประเมินภาษี
- ควรบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนให้ได้มากที่สุด
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
เมื่อธุรกิจมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด จะเข้าสู่ระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลทันที ซึ่งจะคำนวณจาก “กำไรสุทธิ” ซึ่งมาจาก → รายได้ – ต้นทุน – ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วจึงเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไร (สำหรับกิจการทั่วไป)
ข้อควรรู้ :
- หากมีการวางแผนบัญชีและต้นทุนดี จะสามารถควบคุมภาษีได้อย่างเหมาะสม
- ภาษีที่ชำระ จะส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของกิจการ เมื่อต้องการยื่นขอสินเชื่อหรือขยายธุรกิจ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้บริโภค หากธุรกิจของคุณมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเก็บภาษีจากลูกค้า 7% จากราคาขาย เพื่อนำส่งให้กรมสรรพากร
ตัวอย่าง :
หากขายสินค้าราคา 100,000 บาท จะต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า รวมเป็น 107,000 บาท และนำส่ง 7,000 บาทให้กรมสรรพากร
ข้อควรรู้ :
ธุรกิจสามารถขอคืน VAT จากภาษีซื้อได้ หากมีการซื้อวัตถุดิบหรือบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นกัน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ในกรณีที่กิจการของคุณจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้แก่บุคคลอื่น จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้บางส่วน และนำส่งให้กรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน โดยสามารถแบ่งได้เป็นหมวดหมู่หลัก ๆ ดังนี้
- ค่าจ้าง ค่าบริการ (มาตรา 40(2), 40(8)) เช่น ค่าจ้างนักออกแบบ กราฟิก โปรแกรมเมอร์ ผู้เขียนบทความ
- ค่าเช่า (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน อาคาร เครื่องจักร
- ค่าสัญญาจ้างทำของ (มาตรา 40(7)) เช่น ว่าจ้างผลิตชิ้นส่วนตามแบบ
ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าลิขสิทธิ์ (มาตรา 40(3), 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้จากบุคคลธรรมดา
| รายการ | อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย |
| ค่าบริการ / ค่าจ้างทั่วไป | 3% |
| ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ (อาคาร / ที่ดิน) | 5% |
| ค่าจ้างทำของ | 3% |
| ค่าลิขสิทธิ์ | 5% |
| ดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา | 15% |
| ดอกเบี้ยที่จ่ายให้นิติบุคคล | 1% |
| เงินปันผล | 10% |
ภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากภาษีหลัก 4 ประเภทข้างต้น ยังมีภาษีเฉพาะทางที่ผู้ประกอบการบางรายอาจต้องรับผิดชอบ ได้แก่
- ภาษีป้าย : หากมีป้ายโฆษณาแบรนด์หน้าร้าน
- ภาษีศุลกากร : กรณีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : หากถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือใช้ที่ดินเพื่อการทำธุรกิจ
ความสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องภาษี
เมื่อถึงเวลาที่ต้องโฟกัสกับการดูแลลูกค้า การขาย หรือการบริหารทีม เจ้าของกิจการอาจมองข้ามเรื่องของภาษีไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาษีคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม
การไม่เข้าใจภาษีอย่างถ่องแท้ อาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่กระทบต่อการเติบโตของกิจการ เช่น
- จัดการภาษีล่าช้า หรือไม่ครบถ้วน จนต้องจ่ายเพิ่มเติมพร้อมค่าปรับ
- เอกสารภาษีไม่สมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาต้องยื่นขอสินเชื่อหรือเสนองานกับลูกค้ารายใหญ่
- วางแผนต้นทุนไม่แม่นยำ เพราะลืมรวมภาษีไว้ในภาพรวมค่าใช้จ่าย
การเข้าใจภาษีและจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณคุมกระแสเงินสดได้ดีขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ และยังเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการขยายกิจการในอนาคต
ภาษี VS กระแสเงินสด
ในช่วงที่ธุรกิจต้องนำส่งภาษีตามรอบบัญชี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ประกอบการอาจเจอกับปัญหาเหล่านี้
- ลูกค้ายังไม่ชำระเงินตามกำหนด แต่ถึงรอบต้องยื่นภาษีแล้ว
- ใช้เงินทุนไปกับการซื้อวัตถุดิบหรือขยายกิจการก่อน ทำให้ขาดสภาพคล่อง
- ไม่มีการวางแผนบัญชีภาษีแยกไว้ ทำให้ไม่รู้ตัวว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไร
แม้จะเป็นธุรกิจที่มีกำไร แต่ถ้าเงินสดในมือไม่เพียงพอในวันที่ต้องนำส่งภาษี อาจทำให้กระบวนการดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก เช่น ต้องเลื่อนจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น จนทำให้ธุรกิจเสียเครดิต
แนวทางการรับมือ
- วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้าตามรอบภาษี
- แยกบัญชีสำหรับจ่ายภาษีออกจากบัญชีเงินหมุนเวียน
- มองหาแหล่งเงินทุนระยะสั้น เช่น สินเชื่อหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงเวลาสำคัญ
การเข้าใจว่าภาษีคืออะไร และมีกี่ประเภท เป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเจ้าของกิจการที่วางแผนภาษีล่วงหน้า จะสามารถควบคุมต้นทุน กระแสเงินสด และเตรียมพร้อมสำหรับขยายกิจการในอนาคตได้ดีขึ้น
หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยเพิ่มสภาพคล่อง สินเชื่อหมุนเวียนจาก Funding Societies พร้อมให้บริการ เพื่อช่วยให้ธุรกิจไปต่อได้ในทุกสถานการณ์
- สมัครง่ายผ่านระบบออนไลน์
- ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ระยะเวลาในการอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาหลักทรัพย์และความครบถ้วนของเอกสาร
หมายเหตุ
- ผลิตภัณฑ์นี้ให้บริการโดย บริษัท เอฟเอส แคปปิตอล จำกัด ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
- เงื่อนไขเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา โปรดศึกษารายละเอียดก่อนใช้บริการ
ข้อมูลอ้างอิง
คู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ. สืบค้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 จาก https://www.rd.go.th/62063.html






