รวมแหล่งเงินทุนจากภาครัฐและเอกชนสำหรับธุรกิจ SME ครบที่เดียว

ทีมบริหารองค์กรกำลังวางแผนเพื่อขอสินเชื่อดิจิทัลและ Fintech

แหล่งเงินทุนจากภาครัฐและเอกชน แบบไหนตอบโจทย์ SME ?

สำหรับคนทำธุรกิจ เงินทุนเปรียบเสมือน “เชื้อเพลิง” ที่จะขับเคลื่อนกิจการให้ไปข้างหน้า แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ประกอบการ SME หลายท่านมักติดกับดักความคิดที่ว่า “ขอแค่กู้ผ่าน ที่ไหนก็ได้เอาหมด” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้สินเรื้อรัง เพราะเงินแต่ละก้อนมี “นิสัย” ไม่เหมือนกัน บางแหล่งเหมาะกับการใช้หมุนเวียนระยะสั้น ส่วนบางแหล่งตอบโจทย์การลงทุนระยะยาว ดังนั้น บทความนี้ จะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปสำรวจ Landscape ของแหล่งเงินทุน SME ในไทยฉบับอัปเดต ครอบคลุมทั้งแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และทางเลือกเงินทุนยุคดิจิทัล เพื่อให้คุณเลือกหยิบใช้เครื่องมือทางการเงินได้ถูกประเภท ตรงกับสถานะธุรกิจ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องแบกภาระเกินตัว

ทีมบริหารองค์กรกำลังวางแผนเพื่อขอสินเชื่อดิจิทัลและ Fintech

เช็กสุขภาพธุรกิจก่อนกู้: 4 คำถามที่ต้องตอบให้ได้

ก่อนจะยื่นเอกสารขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมาสำรวจ “สุขภาพ” และ “ความต้องการ” ของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจน การกู้เงินโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่แม่นยำ คือความเสี่ยงสูงสุดของการบริหารการเงิน ลองตอบ 4 คำถามสำคัญนี้ให้ได้ก่อน

 1. ต้องการเงิน “ไปทำอะไร ?”

วัตถุประสงค์การใช้เงินจะเป็นตัวกำหนดประเภทสินเชื่อที่คุณควรเลือก เช่น

  • เพื่อหมุนเวียนระยะสั้น : เช่น จ่ายค่าแรงพนักงาน สต๊อกวัตถุดิบ หรือรอเครดิตเทอมลูกค้า กรณีนี้คุณต้องการสินเชื่อประเภท OD (Overdraft) หรือสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น การนำเงินกู้ระยะยาวมาใช้จ่ายรายวันจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยบานปลายโดยใช่เหตุ
  • เพื่อการลงทุนระยะยาว : เช่น สร้างโรงงานใหม่ ซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือขยายสาขา กรณีนี้ต้องมองหา Term Loan (เงินกู้ระยะยาว) ที่มีระยะเวลาผ่อนชำระ 3-7 ปี เพื่อให้ค่างวดสอดคล้องกับรายได้ที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากการลงทุน
  • เพื่อการพัฒนาและวิจัย : หากคุณต้องการทำระบบนวัตกรรม หรือยกระดับมาตรฐานโรงงาน แหล่งเงินทุนที่คุณควรพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ “แหล่งเงินทุนจากภาครัฐ” หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 

2. ต้องการเงิน “ด่วนแค่ไหน ?”

ระยะเวลาคือต้นทุนอย่างหนึ่ง ถ้าธุรกิจต้องการเงินด่วนภายใน 3-7 วันเพื่อรับออเดอร์ใหญ่ การรออนุมัติจากธนาคารพาณิชย์ที่อาจใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ อาจไม่ตอบโจทย์ แม้แหล่งเงินกู้ในระบบปกติจะมีดอกเบี้ยถูกกว่า แต่หากได้เงินไม่ทันเวลา “ค่าเสียโอกาส” ทางธุรกิจอาจมีมูลค่าสูงกว่าดอกเบี้ยส่วนต่างที่คุณต้องจ่ายให้แก่สินเชื่อดิจิทัลและ Fintech ที่อนุมัติไวกว่า

3. รับภาระผ่อนชำระไหวแค่ไหน ?

อย่าดูแค่ตัวเลข “วงเงิน” หรือ “อัตราดอกเบี้ย” แต่ให้โฟกัสที่ “ค่างวดผ่อนชำระต่อเดือน” เทียบกับ “กระแสเงินสดสุทธิ” (Net Cash Flow) ของกิจการ หากคำนวณแล้วพบว่าการผ่อนชำระจะทำให้กระแสเงินสดติดลบ ธุรกิจอาจสะดุดจนล้มได้ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญ 

4. มีหลักทรัพย์หรือเอกสารอะไรบ้าง ?

  • หลักทรัพย์ค้ำประกัน : มีที่ดิน อาคาร หรือเงินฝากหรือไม่ ถ้า “ไม่มี” ตัวเลือกของคุณจะแคบลงมาอยู่ที่สินเชื่อ Unsecured Loan หรือต้องใช้ บสย. ช่วย
  • เอกสารการเงิน : งบการเงินย้อนหลังมีการยื่นภาษีถูกต้องหรือไม่ การเดินบัญชีสม่ำเสมอแค่ไหนหากเอกสารไม่พร้อม การเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์จะเป็นเรื่องยาก และอาจต้องมองหา แหล่งเงินทุนทางเลือกอื่น ๆ แทน

1. เจาะลึกแหล่งเงินทุนจากภาครัฐ

แหล่งเงินทุนจากภาครัฐคือกลไกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่ม “สินเชื่อและค้ำประกัน” และกลุ่ม “ทุนสนับสนุนให้เปล่า”

กลุ่มสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

  • SME D Bank (ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย) : เป็นธนาคารที่มีพันธกิจหลักเพื่อช่วยธุรกิจ SME สินเชื่อที่นี่มักเป็น “Policy Loan” หรือสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ซึ่งมีจุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยคงที่และต่ำกว่าตลาดในช่วงแรก รวมถึงมักมีโครงการผ่อนปรนเกณฑ์การพิจารณาสำหรับธุรกิจรายย่อย
  • บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) : นี่คือฮีโร่สำหรับ SME ที่ “กู้ไม่ผ่านเพราะขาดหลักทรัพย์” โดย บสย. ไม่ได้ให้เงินกู้โดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ค้ำประกัน” ให้แก่ธนาคารแทนคุณ โดยแลกกับค่าธรรมเนียมรายปี ทำให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

กลุ่มทุนอุดหนุนและพัฒนา 

นี่คือแหล่งเงินทุนจากภาครัฐที่ “ไม่ต้องใช้คืน” หากทำตามเงื่อนไข แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้มาง่าย ๆ ผู้ประกอบการต้องเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุน

  • OSMEP (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) : โดดเด่นเรื่องโครงการ BDS (Business Development Service) ที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจแบบ Co-payment เช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบมาตรฐาน หรือค่าการตลาด
  • depa (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) : เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ Digital Transformation เช่น การซื้อซอฟต์แวร์บัญชี, ระบบ HR, ERP หรือการติดตั้ง IoT ในโรงงาน โดย depa จะมีทุนให้เปล่าเพื่อช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง
  • NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) : เหมาะสำหรับธุรกิจฐานนวัตกรรมที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือกระบวนการผลิตใหม่ที่แตกต่างจากตลาด ทุนจาก NIA มีมูลค่าสูงและครอบคลุมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์

ข้อควรรู้: ทุนสนับสนุนส่วนใหญ่มักเป็นระบบ “สำรองจ่ายไปก่อน” คือผู้ประกอบการต้องควักเงินตัวเองจ่ายค่าจ้างหรือค่าของไปก่อน แล้วนำใบเสร็จมาเบิกคืนจากรัฐ ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องมีสภาพคล่องสำรองระดับหนึ่ง

2. สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

เมื่อธุรกิจเริ่มมีประวัติการเดินบัญชีที่ดี มีงบการเงินที่ตรวจสอบได้ และมีสินทรัพย์สะสม สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์คือแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนทางการเงิน แข่งขันได้ดีที่สุด และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบโจทย์ทุกระยะของธุรกิจ

  • วงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) : สภาพคล่องฉุกเฉินที่เบิกใช้เมื่อไรก็ได้ และเสียดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกใช้ เหมาะกับการสำรองจ่ายค่าสินค้าหรือเงินเดือน
  • สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) : เงินก้อนใหญ่สำหรับการลงทุนถาวร โดยมักต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ที่ดินหรือโรงงาน
  • สินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ : สำหรับผู้ส่งออก-นำเข้า เช่น L/C (Letter of Credit) หรือ T/R (Trust Receipt) ซึ่งช่วยบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและการชำระเงิน

ข้อจำกัด : ธนาคารพาณิชย์มีเกณฑ์การพิจารณาความเสี่ยงที่ค่อนข้างเข้มงวด มักต้องการเอกสารรายได้ที่ชัดเจน (เช่น ภ.พ.30) และหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ครอบคลุมวงเงิน หากธุรกิจของคุณเป็น SME ขนาดเล็ก หรือเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน อาจมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

 

3. สินเชื่อจาก Non-Bank และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ ก็ยังมี สินเชื่อจาก Non-Bank และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่พร้อมเข้ามาตอบโจทย์ โดยสินเชื่อกลุ่มนี้คือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อ เช่น พิโกไฟแนนซ์ หรือบริษัทลิสซิ่ง 

  • จุดเด่น : ความยืดหยุ่นสูงกว่าธนาคาร พิจารณาอนุมัติได้ไวกว่า และบางแห่งไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ใช้บุคคลค้ำประกันหรือทะเบียนรถแทน
  • เหมาะกับใคร : ผู้ประกอบการรายย่อยที่หมุนเงินเร็ว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่รับเงินสดเป็นหลักและอาจมีเอกสารทางบัญชีไม่สมบูรณ์นัก
  • สิ่งที่ต้องพิจารณา : อัตราดอกเบี้ยมักจะสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้น และระยะเวลาผ่อนชำระมักจะสั้นกว่า

ผู้บริหารกำลังรับฟังไอเดียเรื่องแหล่งเงินทุนทางเลือกอื่น ๆ

4. สินเชื่อดิจิทัลและ Fintech

เทคโนโลยีการเงิน (Financial Technology) ได้เข้ามาปฏิวัติวงการเงินทุน SME โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสินเชื่อดิจิทัลและ Fintech และแพลตฟอร์มระดมทุนรูปแบบใหม่

หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง (Debt Crowdfunding)

นี่คือโมเดลการระดมทุนที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งเปิดโอกาสให้ SME สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากผ่าน “ตัวกลาง” (Funding Portal) 

  • กลไกการทำงาน : แทนที่จะกู้ยืมจากธนาคารแห่งเดียว SME จะออก “หุ้นกู้” ผ่านแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่ประเมินเครดิต (Credit Scoring) ด้วยระบบ AI และข้อมูลทางเลือก ทำให้นักลงทุนมั่นใจ และ SME ได้รับเงินทุน
  • ข้อดี :
    • ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน : ส่วนใหญ่พิจารณาจาก Cash Flow และศักยภาพธุรกิจ
    • ความรวดเร็ว : ขั้นตอนทั้งหมดอยู่บนระบบออนไลน์ ลดงานเอกสาร และรู้ผลอนุมัติไว
    • โอกาสเข้าถึง : เป็นทางออกสำคัญของ SME ที่มีศักยภาพแต่ไม่มีหลักทรัพย์ หรือต้องการวงเงินเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอขั้นตอนธนาคารได้

5. แหล่งเงินทุนทางเลือกอื่น ๆ

นอกเหนือจากการกู้ยืมแบบปกติ ยังมีเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องก่อหนี้

  • Factoring (การขายลูกหนี้การค้า) : วิธีนี้เหมาะมากสำหรับธุรกิจ B2B ที่ขายสินค้าแล้วแต่ต้องรอเครดิตเทอม 30-90 วัน Factoring จะรับซื้อบิลใบแจ้งหนี้นั้น แล้วจ่ายเงินสดให้คุณก่อน ประมาณ 80-90% เมื่อครบกำหนดลูกค้าของคุณจะจ่ายเงินคืนให้บริษัท Factoring วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนกระดาษให้เป็นเงินสดหมุนเวียนได้ทันที
  • Leasing (สินเชื่อเช่าซื้อ) : แทนที่จะควักเงินสดก้อนใหญ่ซื้อรถขนส่งหรือเครื่องจักร การใช้ Leasing ช่วยให้คุณได้ใช้ทรัพย์สินนั้นสร้างรายได้ทันทีโดยทยอยผ่อนชำระ และยังนำดอกเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้
  • Equity Financing (การระดมทุนด้วยหุ้น) : สำหรับ SME ที่ต้องการโตแบบก้าวกระโดด การเปิดรับนักลงทุน (VC หรือ Angel Investor) เข้ามาถือหุ้น เป็นวิธีที่ได้เงินทุนก้อนใหญ่และได้ Connection โดยไม่ต้องผ่อนชำระรายเดือน แต่ต้องแลกมาด้วยการแบ่งความเป็นเจ้าของและการถูกตรวจสอบการบริหารงานที่เข้มข้น

 

สำหรับผู้ประกอบการที่ประเมินแล้วว่าสินเชื่อที่คล่องตัว ไม่ต้องพึ่งหลักทรัพย์ค้ำประกัน คือคำตอบที่ใช่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน Funding Societies พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ SME ไทย ด้วยสินเชื่อ SME ฟินเทคที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจบริบทคนทำธุรกิจจริง เราลดข้อจำกัดด้านขั้นตอนที่ยุ่งยาก เปลี่ยนมาพิจารณาอนุมัติจากศักยภาพการเติบโตและกระแสเงินสดของกิจการเป็นหลัก เพื่อให้คุณเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินกู้เพื่อการขยายกิจการได้รวดเร็ว ทันต่อการแข่งขัน เปลี่ยนแผนธุรกิจในกระดาษ ให้เกิดขึ้นจริงได้ตั้งแต่วันนี้ ลงทะเบียนเพื่อปรึกษาและประเมินวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นกับเราได้ทันทีที่เว็บไซต์ Funding Societies

หมายเหตุ

  1. ในประเทศไทย Funding Societies ดำเนินธุรกิจ 2 ส่วนที่ต่างกันคือ FS Siam Co., Ltd. เป็น Funding Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ FS Capital Co., Ltd. เชี่ยวชาญในการให้กู้ยืมโดยตรงแก่ธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างนี้ช่วยให้ Funding Societies สามารถตอบสนองความต้องการทางการเงินที่หลากหลายภายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ระยะเวลาในการอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทและความครบถ้วนของเอกสาร โปรดศึกษารายละเอียดก่อนใช้บริการ

ข้อมูลอ้างอิง 

Funding Options For New Entrepreneurs And Small Business Owners. สืบค้นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.forbes.com/sites/cherylrobinson/2024/06/16/funding-options-for-new-entrepreneurs-and-small-business-owners/

Discover more from Funding Societies Thailand Blog

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading