เตรียมตัวอย่างไรหากถูกสรรพากรเรียกพบ ?
การถูก ‘กรมสรรพากรเรียกพบ‘ อาจจะดูเป็นฝันร้ายสำหรับคนทำธุรกิจ ผู้ประกอบการทุกขนาดหรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไป เพราะย่อมมาพร้อมความยุ่งยากด้านเอกสารและต้องเสียเวลาไปพบเจ้าหน้าที่ตามจดหมายเรียก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การถูกสรรพากรเรียกพบไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากเรารู้ต้นเหตุและเตรียมตัวอย่างถูกวิธี การทำความเข้าใจในกระบวนการและเตรียมเอกสารให้พร้อมจะช่วยให้การรับมือเป็นไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน
เหตุผลที่สรรพากรเรียกผู้ประกอบการและบุคคลธรรมดาเข้าพบ
กรมสรรพากร คือ หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี มีอำนาจในการเรียกผู้เสียภาษีเข้าพบเพื่อชี้แจงหรือแก้ไขข้อผิดพลาดในข้อมูลภาษีต่าง ๆ ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่สรรพากรเรียกพบ ทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ ได้แก่
- การยื่นขอคืนภาษีที่ผิดปกติ มีรายการที่เกี่ยวข้องไม่ถูกต้อง หรือขาดเอกสารประกอบการขอคืน
- การตรวจสอบข้อมูลในแบบแสดงรายการภาษี แล้วพบข้อมูลไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง เช่น การคำนวณรายได้ ค่าใช้จ่าย หรือหนี้สินที่ไม่ตรงกับเอกสารหลักฐานที่ส่งมา
- การสุ่มตรวจจากกรมสรรพากร โดยสุ่มเลือกธุรกิจบางรายเพื่อประเมินว่าผู้ประกอบการมีการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีหรือไม่
- การตรวจสอบสถานประกอบการ กรณีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานประกอบการ แล้วพบว่าเอกสารที่ยื่นมีความผิดปกติหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน
- การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เช่น การขยายกิจการ การปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเสียภาษี
- การตรวจแนะนำในกรณีธุรกิจเปิดใหม่หรือย้ายสถานประกอบการ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีและการยื่นภาษีให้ถูกต้อง
การสงสัยการยื่นภาษีไม่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการยื่นภาษีไม่ถูกต้อง หรือรายได้ไม่ตรงกับที่แจ้ง
สรุป 7 แนวทางการรับมือเมื่อโดนสรรพากรเรียกพบ
โดยทั่วไป ธุรกิจที่โดนสรรพากรตรวจสอบและเรียกพบจะได้รับจดหมายแจ้งล่วงหน้า ซึ่งในจดหมายจะระบุประเด็นในการตรวจสอบ ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคล สำนักงานสรรพากรที่เป็นผู้ออกจดหมาย และวันที่ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ไว้อย่างครบถ้วน หากคุณได้รับจดหมายเรียกพบ อย่าเพิ่งตกใจ เบื้องต้นสามารถรับมือและเตรียมตัวก่อนไปพบเจ้าหน้าที่ได้ตามแนวทางเหล่านี้
1. ตั้งสติและทำความเข้าใจกับจดหมายเรียกพบ
เมื่อได้รับหมายเรียกจากกรมสรรพากร สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติและอ่านรายละเอียดอย่างรอบคอบ ตรวจสอบวัน เวลา สถานที่ และวัตถุประสงค์ของการเรียก เพื่อเข้าใจว่าการเข้าพบครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องใด เช่น การตรวจสอบภาษี การขอคืนภาษี หรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
2. เตรียมเอกสารและข้อมูลให้ครบถ้วน
หลังจากรู้แล้วว่าโดนสรรพากรเรียกพบด้วยสาเหตุใด ลำดับถัดไป คุณต้องรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น แบบแสดงรายการภาษี ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองต่าง ๆ และบัญชีรายรับ-รายจ่าย ตรวจสอบให้มั่นใจว่า ข้อมูลที่แจ้งต่อสรรพากรตรงกับเอกสารจริงและสามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ทั้งหมด
3. ศึกษากฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับภาษี
ทำความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือค่าลดหย่อนที่สามารถใช้ได้ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีหรือทนายความร่วมด้วย จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจในการตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
4. มอบหมายผู้รับผิดชอบเพื่อให้ข้อมูลตามความเป็นจริง
หากโดนสรรพากรเรียกพบในนามองค์กร ผู้ประกอบการต้องกำหนดบุคคลหรือทีมที่สามารถให้ข้อมูลและชี้แจงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ ที่สามารถให้ข้อมูลได้ตรงไปตรงมาและชัดเจน เพื่อไปพบกับเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียก ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือ และลดความผิดพลาดระหว่างการเข้าพบ
5. ทำความเข้าใจขั้นตอนการดำเนินการและสิทธิที่พึงได้รับ
ศึกษาขั้นตอนการตรวจสอบและสิทธิของผู้ประกอบการ เช่น การขอชี้แจง การแก้ไขข้อมูล หรือสิทธิในการอุทธรณ์ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง โดยต้องไม่ลืมรักษามารยาทและความเป็นมืออาชีพตลอดกระบวนการเข้าพบ
6. เตรียมแผนการแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างเหมาะสม
หากพบข้อผิดพลาดในเอกสารภาษี ควรวางแผนการแก้ไขล่วงหน้า เช่น การยื่นแก้ไขแบบแสดงรายการภาษี ปรับปรุงบัญชี หรือจัดทำเอกสารประกอบเพิ่มเติม แสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมาย
7. กรณีไม่สามารถเข้าพบได้ตามกำหนด ต้องขอเลื่อนล่วงหน้า
หากติดธุระหรือไม่สะดวกเข้าพบ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเลื่อนวันและเวลาล่วงหน้า พร้อมชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนและเสนอวันเวลาใหม่ด้วย การทำเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกปรับหรือถูกมองว่าหลีกเลี่ยงการเข้าพบ ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของคุณ
ผลกระทบหากไม่ไปพบเจ้าหน้าที่สรรพากรตามหมายเรียก
สำหรับผู้ประกอบการหรือบุคคลธรรมดาที่โดนสรรพากรเรียกพบแล้วไม่ไปตามหมายเรียก อาจได้รับบทลงโทษตามมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเกิดผลกระทบตามมาหลายประการ ดังนี้
ถูกปรับหรือจำคุก
- กรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามเวลาที่กำหนด มีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท
- เสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย ขึ้นอยู่กับกรณี
- หากสรรพากรพบว่าคุณมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี อาจถูกดำเนินคดีอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สามารถศึกษาบทลงโทษและประมวลกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร
ความเสี่ยงในการขอสินเชื่อธุรกิจในอนาคต
การมีประวัติไม่ดีกับสรรพากรส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อธุรกิจ เพราะสรรพากรจะบันทึกประวัติไว้ในระบบ ส่งผลให้สถาบันการเงินมองว่าธุรกิจของคุณมีความเสี่ยง นำไปสู่การปฏิเสธคำขอสินเชื่อ หรืออนุมัติวงเงินต่ำกว่าที่ต้องการ กระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยรวม
ยื่นภาษีและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส แม้จะถูกกรมสรรพากรเรียกพบหรือสุ่มตรวจ ก็สามารถแสดงหลักฐานและข้อมูลได้อย่างบริสุทธิ์ใจ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อธุรกิจเพื่อขยายกิจการอีกด้วย และสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขอสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตหรือเพื่อเสริมสภาพคล่อง สามารถกรอกข้อมูลเพื่อสมัครสินเชื่อได้ที่เว็บไซต์ Funding Societies ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระยะเวลาการผ่อนชำระยืดหยุ่น พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมโดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพ
หมายเหตุ
- ในประเทศไทย Funding Societies ดำเนินธุรกิจ 2 ส่วนที่ต่างกันคือ FS Siam Co., Ltd. เป็น Funding Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ FS Capital Co., Ltd. เชี่ยวชาญในการให้กู้ยืมโดยตรงแก่ธุรกิจขนาดเล็ก โครงสร้างนี้ช่วยให้ Funding Societies สามารถตอบสนองความต้องการทางการเงินที่หลากหลายภายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ระยะเวลาในการอนุมัติขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทและความครบถ้วนของเอกสาร โปรดศึกษารายละเอียดก่อนใช้บริการ
ข้อมูลอ้างอิง
- ถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษี ต้องเตรียมตัวอย่างไร. สืบค้นวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จาก https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1160600






