3 สิ่งที่มือใหม่ต้องรู้จัก ก่อนเริ่มลงทุนในสิ่งใด
การลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงด้านการเงินให้แก่เราในอนาคต เพราะการเก็บเงินเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ด้วยเหตุนี้การลงทุนจึงเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้และศึกษา แต่ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนนั้น เราต้องรู้ว่าต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะไม่ก้าวพลาดจนเจ็บตัว
1. รู้จักตนเอง
อันดับแรกก่อนการเริ่มลงทุนเราต้องรู้จักตนเองเสียก่อน เพื่อที่จะรู้ความต้องการและรู้ข้อจำกัดของตัวเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน จึงจะลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยก่อนเริ่มลงทุนเราต้องรู้ 3 สิ่งเกี่ยวกับตัวเองดังนี้
รู้จักเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
การกำหนดเป้าหมายทางการเงินมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการอะไรอย่างชัดเจน ซึ่งเป้าหมายของเราควรมีความชัดเจน จับต้องได้ สามารถทำได้จริง และมีกรอบระยะเวลาที่แน่นอน
ตัวอย่างเช่น เป้าหมายทางการเงินของเราคือ เก็บเงินจำนวน 500,000 บาท ภายใน 1 ปี
รู้จักความพร้อมของตนเอง
ตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองทั้งหมด ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน โดยแนะนำให้ลองลิสต์ว่าตนเองมีรายรับรายจ่ายเท่าไร มีเงินสำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือไม่ และมีเงินเย็นสำหรับลงทุนมากน้อยเพียงใด
หลายคนอยากลงทุนแต่ภาระหนี้สินมีเยอะ ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้ครั้งละจำนวนมาก แนะนำให้ลองลดค่าใช้จ่าย และหารายได้เพิ่ม จากนั้นเก็บเงินสำรองฉุกเฉินเอาไว้ก่อน เพื่อเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะได้มีเวลาสำหรับการตั้งตัว และเงินที่เหลือคือเงินสำหรับการลงทุน
ตัวอย่างเช่น เรามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท ใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ผ่อนบ้าน 10,000 บาท มีเงินออมสำรองฉุกเฉินอยู่แล้ว 300,000 บาท แสดงว่าเรามีเงินเหลือสำหรับการลงทุนในแต่ละเดือน 20,000 บาท
รู้จักความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
แม้ว่ามีรายได้เท่ากัน อายุเท่ากัน แต่เรารับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน หากไม่แน่ใจว่าเราสามารถรับความเสี่ยงได้เท่าไร ให้ทำแบบทดสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อที่จะรู้ลิมิตในการลงทุนของตนเอง ซึ่งแบบทดสอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อตอบแบบทดสอบแล้ว จะแนะนำแนวทางการลงทุนมาคร่าว ๆ ให้เราตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนอะไร และในสัดส่วนเท่าไรดี
2. รู้จักการลงทุน
การลงทุนในแต่ละประเภทจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเราต้องศึกษาการลงทุนแต่ละประเภทอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่เลือกลงทุนได้ตรงตามความต้องการ รวมถึงความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป
1. รู้จักการลงทุนแต่ละประเภท
- หุ้นหรือตราสารทุน โดยบริษัทจะออกขายหุ้นในตลาด เพื่อที่จะระดมทุน โดยผู้ที่ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่ง โดยหุ้นบางตัวจะมีเงินปันผลให้ทุกปี
- อนุพันธ์ คือ สัญญาสิทธิในการซื้อขายสินค้าอ้างอิง ซึ่งสามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง
- ETF (Exchange Traded Fund) หรือกองทุนรวมดัชนี สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้น แบบ Real Time
- ตราสารหนี้ เป็นการออกตราสารทางการเงินให้ผู้ลงทุนซื้อ โดยจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ใช่เจ้าของกิจการ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด
- กองทุนรวม เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยมีการนำเงินจากนักลงทุนจำนวนมาก มารวมเป็นก้อนใหญ่ โดยมีผู้จัดการกองทุนนำไปลงทุนตามนโยบายวัตถุประสงค์ที่แจ้งเอาไว้
- DW (Derivative Warrants) หรือใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้น โดยราคาจะขึ้นลงตามสินค้าอ้างอิง ซึ่งมีทั้งหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทย และดัชนีหุ้นต่างประเทศ มีข้อดีคือ ใช้เงินไม่มากในการเริ่มต้น
- DR (Depositary Receipt) หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นการลงทุนที่เหมือนกับซื้อขายหุ้น โดยผู้ที่ออก DR จะนำไปซื้อหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศ แล้วนำมาขายให้แก่นักลงทุนไทย
- หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง เป็นอีกหนึ่งการลงทุนในรูปแบบของหุ้นกู้ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยเป็นการระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อย ผ่านผู้ให้บริการระบบคราวด์ฟันดิงแพลตฟอร์ม หรือ Funding Portal ไปให้บริษัทขนาดเล็ก หรือ SME กู้ยืมเงิน โดยนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย
2. รู้จักความเสี่ยงในการลงทุน
ความเสี่ยงในการลงทุนมีหลากหลายระดับ เราจึงต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้มั่นคงมากขึ้น โดยพีระมิดความเสี่ยงในการลงทุนได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
- ระดับ Base มีเสี่ยงความน้อย ความปลอดภัยสูง ผลตอบแทนต่ำ เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล
- ระดับ Middle มีความเสี่ยงปานกลาง และให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงมาก เช่น หุ้นกู้ หุ้น และอสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง
- ระดับ Summit มีความเสี่ยงสูงในการลงทุน แต่ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงเช่นเดียวกัน เช่น ออปชัน (Options) หรือสัญญาสิทธิ ฟิวเจอร์ (Futures) และการลงทุนของสะสม งานศิลปะต่าง ๆ
3. รู้จักกระจายความเสี่ยง
การกระจายความเสี่ยงเป็นหัวใจของการลงทุน เราไม่ควรจะลงทุนแบบปลอดภัยในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางและสูงในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยเราสามารถแบ่งสัดส่วนการลงทุน หรือ Asset Allocation Fund เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ
- Conservative Portfolio เป็นพอร์ตที่มีความเสี่ยงต่ำ คาดหวังผลตอบแทนเพียง 5% ต่อปี แต่มีผลตอบแทนที่แน่นอน เน้นลงทุนไปที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 60-65% แบ่งไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางประมาณ 25-30% และความเสี่ยงสูงประมาณ 5-15%
- Moderate Portfolio เป็นพอร์ตที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ให้ผลตอบแทนประมาณปีละ 7% พอร์ตนี้จะเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลางมากขึ้น โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 55-65% ความเสี่ยงปานกลาง 35-40% และความเสี่ยงสูงประมาณ 5-10%
- Aggressive Portfolio เป็นพอร์ตที่ต้องการผลตอบแทนสูง และมีความเสี่ยงสูง โดยคาดหวังผลตอบแทนอยู่ที่ปีละ 10% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับกลางมากขึ้น โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 25-30% ความเสี่ยงปานกลาง 60-65% และความเสี่ยงสูงประมาณ 5-10%
3. รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
นักลงทุนที่เริ่มลงทุนใหม่ ๆ มักจะควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ได้ ทำให้มองข้ามตัวเลขและข้อเท็จจริง ทำให้การลงทุนผิดพลาด เราจึงต้องหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ในการลงทุน เพราะอาจจะทำให้เราขาดทุน หรือลงทุนผิดพลาดได้ ควรอิงจากข้อเท็จจริงและกราฟในการตัดสินใจ
วงจรอารมณ์ของนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มลงทุนมักจะตกในวังวนของอารมณ์ดังต่อไปนี้
- มองโลกในแง่ดี มุมบวก มักจะเป็นช่วงที่ราคาของสินทรัพย์อยู่ในช่วงของขาขึ้น ทำให้หลายคนโหมซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว โดยไม่ได้ดูกราฟหรือวิเคราะห์ตลาดอย่างเพียงพอ ซึ่งจะมีความสุข ตื่นเต้นเร้าใจ จนกระทั่งราคาขึ้นไปที่จุดสูงสุด
- วิตกกังวล เริ่มมีข่าวหรือสัญญาณว่าราคากำลังจะตกลง ทำให้คิดว่าจะขายดีตอนนี้ หรือว่าจะเก็บเอาไว้เผื่อราคาขึ้นสูง
- จิตตกและเริ่มสิ้นหวัง หากว่ายังไม่ได้ขายไปในช่วงที่ราคาอยู่ในช่วงขาลง ไปจนถึงอารมณ์ที่ยอมจำนน หรือที่ใครหลายคนเรียกว่าติดดอย หรือคำพูดที่ว่า “ไม่ขายก็ไม่ขาดทุน”
- เริ่มมีหวังอีกครั้ง หากว่าสินทรัพย์ขยับราคาสูงขึ้น และเข้าสู่ช่วงมองโลกในแง่ดีต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรที่จะตัดสินใจซื้อขายสินทรัพย์หรือลงทุนตามอารมณ์ของเรา แต่ควรจะดูผลตอบแทนที่ผ่านมา การวิเคราะห์ตลาดในปัจจุบัน และข้อมูลต่าง ๆ ประกอบการตัดสินใจ
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ เมื่อรู้แล้วว่าก่อนที่จะลงทุนต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง ขั้นต่อไปคือการวางแผนและเริ่มต้นลงทุน และหากว่ากำลังมองหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ลองมาลงทุนหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงในประเทศไทย กับ Funding Societies ที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เริ่มลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาทขึ้นไป รับผลตอบแทนรายเดือนหรือปี ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของเราได้เลย





